<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-14602448</id><updated>2011-11-18T18:42:40.751-08:00</updated><title type='text'>post-metropolis</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://post-metropolis.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://post-metropolis.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>Nattawut</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08969496439211689910</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/chr_yoshitsune_1969.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>36</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14602448.post-5068833782242048668</id><published>2007-09-25T08:38:00.000-07:00</published><updated>2007-09-25T08:52:41.473-07:00</updated><title type='text'>Bye Bye Documenta 12</title><content type='html'>พบกันใหม่ ปี 2012&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14602448-5068833782242048668?l=post-metropolis.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://post-metropolis.blogspot.com/feeds/5068833782242048668/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14602448&amp;postID=5068833782242048668&amp;isPopup=true' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/5068833782242048668'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/5068833782242048668'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://post-metropolis.blogspot.com/2007/09/bye-bye-documenta-12.html' title='Bye Bye Documenta 12'/><author><name>Nattawut</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08969496439211689910</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/chr_yoshitsune_1969.jpg'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14602448.post-2343759686277012112</id><published>2007-06-07T18:28:00.000-07:00</published><updated>2007-06-08T02:26:49.041-07:00</updated><title type='text'>Aesthetic of gravity</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;เรียบเรียงจาก Pierre von Meiss (2000), The Aesthetic of Gravity, Architectural Research Quarterly; Volume 4 /NO.3, London: Cambridge Press&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;แรงดึงดูดหรือแรงโน้มถ่วงนับว่าเป็นประสบการณ์พื้นฐานที่สุดอย่างหนึ่งของการรับรู้ของมนุษย์ เราเคยเห็นวัตถุต่างๆ ตกลงสู่พื้นโลกนับครั้งไม่ถ้วน, การดำรงอยู่ของสรรพสิ่งบนโลกล้วนแล้วเกี่ยวกันอย่างใกล้ชิดกับแรงโน้มถ่ง เช่น การลอยของบอลลูน, น้ำตก หรือแม้แต่ความใฝ่ฝันของเด็ก ๆ ที่อยากจะบินได้เหมือนนก ก็ล้วนแต่เชื่อมโยงก้บเรื่องแรงโน้มถ่วงและการต้านแรงโน้มถ่วงทั้งสิ้น สตาโรบินสกี้ (Starobinski) ได้กล่าวไว้ใน “The dazzle of lightness or the clowns’ triumph” ว่า ตัวตลกในคณะละครสัตว์นั้น เป็นตัวอย่างของสร้างสุนทรียภาพโดยการเล่นกับกฎของแรงโน้มถ่วง เขาสามารถไต่ขึ้นบนกำแพงที่มองไม่เห็น เขาสามารถเดินกลับหัวอยู่บนฝ้าเพดาน เป็นต้น ประสบการณ์เหล่านี้เป็นสุนทรียภาพที่เกิดขึ้นจากการท้าทายแรงโน้มถ่วง &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ความสำนึกในเริ่องการมีอยู่ของแรงโน้มถ่วงและแรงต้านแรงโน้มถ่วงได้ฝังรากลึกลงในจิตใจของมนุษย์เรามานานแล้ว ซึ่งมีอยู่ 4 ทางด้วยกันที่เกี่ยวข้องกับสถาปนิกและวิศวกรในประเด็นของแรงโน้มถ่วงและสภาวะไร้น้ำหนักกับงานสถาปัตยกรรม ได้แก่ การสร้างอาคารให้ดูแข็งแรง ถาวร การสร้างความมั่นคง ความสง่างามโดยใช้วัสดุให้น้อย และการสร้างความไม่สมดุลเพื่อสร้างสมดุลใหม่ การอ้างอิงถึงแรงโน้มถ่วงในฐานะที่เป็นองค์ประกอบของแนวคิดมากกว่าเหตุผลและตรรกะทางโครงสร้าง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การสร้างอาคารให้ดูแข็งแรง มั่นคง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;คุณสมบัติอันนี้สามารถทำได้โดยอาศัยความหนักและบางทีทำให้มีขนาดใหญ่ เช่น การวางคานและโวลท์ (Vault) อย่างมั่นคงบนผนังทึบหรือเสาโครงสร้าง การเผยให้เห็นเสาเอ็นและทับหลังของช่องเปิดแทนที่จะปิดบัง เป็นต้น ซึ่งสถาปัตยกรรมในอดีต เช่น สถาปัตยกรรมอียิปต์ หรือ โรมัน&lt;br /&gt;ก็ได้ตระหนักถึงการนำเรื่องการรับรู้เรื่งแรงโน้มถ่วงมาสร้างสุนทรียภาพ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;การแปลความหมายเรื่องแรงโน้มถ่วงเพื่อความงามทางสถาปัตยกรรม ถ้ามองย้อนไปในสถาปัตยกรรมยุคคลาสสิค (Classic) ไม่ว่าจะเป็น เสาคาน เครื่องยอด (Entablature) เส้นตั้ง หรือ เส้นนอน จะมีการเน้นให้เห็นอย่างชัดเจน สถาปัตยกรรมในยุดนี้ทำไม่ได้เลียนแบบธรรมชาติ หากแต่สะท้อนถึงเนื้อแท้ของธรรมชาติ แสดงออกโดยไม่ดัดจริตหรือบิดเบือน ซึ่งสถาปนิกในศตวรรษที่ 20 มีน้อยเลือกที่จะแสดงออกความคิดอันนี้ในงานสถาปัตยกรรม อันเนื่องมาจากการแทนที่ของเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่ก็ยังมีงานของ Louis Kahn ที่มีพื้นฐานความสำนึกในเรื่องความถาวร แข็งแรง (Solidity and Massivity) ในงานสถาปัตยกรรม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การสร้างความสง่างามโดยใช้วัสดุให้น้อย&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;คุณสมบัติอันนี้สามารถเข้าใจได้โดยหลักเหตุผลของแรง เหมือนแรงที่ถ่ายทอดจากใบผ่านกิ่งก้านสาขา มายังลำ&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ต้นจนถึงราก ของต้นไม้ และทำให้ต้นไม้ต้นหนึ่งตั้งอยู่ได้ ตัวอย่างอื่นๆ ได้แก่ โครงสร้างเปลือกบาง (Thin Shells) ribs และ flying buttress ในงานสถาปัตยกรรมโกธิค (Gothic) โครงสร้างเหล็ก คสล. และเคบิล (Cable) ในงานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ จนถึง ribbed slab, โดม (Dome) และ mushrooms ของ Pier Luigi Nervi และ Geodesic Dome ของ Buckminster Fuller โครง&lt;/span&gt;สร้างเหล่านี้จะค่อยๆพัฒนาโดยจะใช้วัสดุน้อยลง ในขณะที่มีความแข็งแรงมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การสร้างความไม่สมดุลเพื่อสร้างสมดุลใหม่&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ประเด็นนี้จะกล่าวถึงการสร้างความประหลาดใจให้เกิดขึ้นกับงานสถาปัตยกรรมโดยเล่นกับน้ำหนักของวัตถุ กล่าวคือการทำให้วัตถุดูเสมือนไร้น้ำหนัก ตัวอย่างเช่น งานประติมากรรมของ Santiago Calatrava&lt;br /&gt;ที่แสดงออกถึงความเคลื่อนไหว โดยใช้โดยใช้โครงสร้างรับแรงดึงผสมผสานกันกับเสาที่เอียง โดยมองไม่เห็นจุดรับน้ำหนักของวัตถุที่ถ่ายลงบนเสา ทำให้เกิดผลทางความรู้สึกว่า “วัตถุนั้นตั้งอยู่ได้อย่างไร” ซึ่งงานลักษณะนี้จะพบได้ทั่วไปในงานสถาปัตยกรรมที่อาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่สมัยใหม่ ในขณะที่แทบจะไม่พบเห็นในธรรมชาติหรือสถาปัตยกรรมในอดีตเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การอ้างอิงถึงแรงโน้มถ่วงในฐานะที่เป็นองค์ประกอบของแนวคิดมากกว่าเหตุผลและตรรกะทางโครงสร้าง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;สำหรับสถาปนิกส่วนมาก การแสดงออกในเรื่องของน้ำหนักและการถ่ายแรงที่แท้จริงตามโครงสร้าง (Reality Weight) ดูเหมือนจะไม่ใช่ประเด็นสำคัญในการออกแบบมากนัก หากแต่สำนึกเรื่องแรงโน้มถ่วงนั้นสัมพันธ์กันกับน้ำหนักและการถ่ายแรงด้วยสายตา (Visual Weight) มากกว่า ซึ่งที่จริงแล้ว Reality Weight และ Visual Weight ก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์สอดคล้องกันเสมอไป (Arheim, 1997) ปัจจัยที่มีผลต่อความรู้สึกในเรื่องของน้ำหนักหรือความหนักมีอยู่ 3 สิ่ง ได้แก่ &lt;/div&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;div align="justify"&gt;ระยะทาง ระหว่างตัววัตถุนั้นกับพื้นดิน หรือตัววัตถุนั้นกับวัตถุที่อยู่รอบๆ &lt;/div&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;การถ่ายน้ำหนัก ในแง่ของการมองที่มวลวัตถุและการถ่ายน้ำหนักของวัตถุจากตัววัตถุลงสู่พื้นดิน &lt;/li&gt;&lt;li&gt;พลังงานศักย์ หรือความรู้สึกถึงความเร่งที่จะเกิดขึ้น ถ้าวัตถุตกลงสู่พื้นดิน &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ในอดีต งานสถาปัตยกรรมยุคคลาสสิคได้ให้หลักการออกแบบสถาปัตยกรรมไว้ว่า อาคารที่ดีควรประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ส่วน (Tripatition) คือส่วนฐาน ส่วนลำตัว และส่วนยอด ในส่วนขององค์ประกอบแนวตั้งทาง façade นั้น บอกหมายความหมายให้รู้สึกว่าอาคารควรจะมีฐานเพื่อรองรับปริมาตรอาคารไว้ได้ ในยุค Renaissance ทำให้เกิดความรู้สึกด้านการรับน้ำหนักมากกว่าโดยใช้หินขนาดใหญ่และช่องเปิดขนาดเล็กกว่า ตัวอย่างอื่นๆ ได้แก่ งานของ Le Corbusier ที่สะท้อนประเด็นเรื่อง ความหนักไว้ในงานออกแบบ ดังผลงาน Villa Savoy และ Monastery of La Touratte โดยการเอาองค์ประกอบที่ดูหนักที่สุด ไว้ส่วนบนสุดของอาคาร เป็นการสะท้อนปัจจัยเรื่อง “พลังงานศักย์” ที่มีผลต่อความรู้สึกในเรื่อง “ความหนัก” ของวัตถุ &lt;/p&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ความรู้สึกถึง ”ความลอยตัว” ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่มีพื้นฐานมาจากความเข้าใจเรื่องแรงโน้มถ่วงและน้ำหนักของวัตถุ งานสถาปัตยกรรม “Falling Water” ของ Frank Lloyd Wright หรือ “Bacelona Pavilion” ของ Mies Van De Rohe ที่ออกแบบหลังคาอาคารโดยไม่สะท้อนการถ่ายน้ำหนักลงในแนวตั้ง ทำให้หลังคาดูลอยอยู่อย่างน่าอัศจรรย์ &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ยิ่งไปกว่านั้นอาคาร Concert Hall ที่ออกแบบโดย Jean Nouvel โดยมีหลังคาที่มีขนาดมหึมา แต่ยังบางเฉียบด้วยนั้น ไม่เพียงแต่มีหน้าที่ปกคลุมอาคารทั้งหมดเท่านั้น หากยังแขวนใน Scale ระดับเมือง ซึ่งถ้าเรายืนอยู่ที่ระดิบพื้นดินปกติแล้ว จะไม่สามารถเห็นโครงสร้างที่ใช้รับน้ำหนักมันได้เลย ซึ่งสิ่งนี้เป็นการเพิ่มมิติให้กับความรู้สึกอัศจรรย์เข้าไปอีก เช่นเดียวกันกับ Central Court ที่ออกแบบโดย Ragner Osberg ณ เมือง Stockholm ถึงแม้ว่า แรงดึงดูดจะแทรกซึมและเกี่ยวพันอยู่ทั่วไปกับงานก่อสร้าง แต่การสะท้อนถึงการมีอยู่ของแรงโน้มถ่วงในสถาปัตยกรรมกลับเป็นสิ่งที่ไม่ได้รับความสำคัญ ซึ่งสำหรับสถาปัตยกรรมนั้น มีประเด็นอื่นอีกมากที่การออกแบบต้องคำนึงถึง เช่น โปรแกรม ที่ตั้ง ความหมาย แต่ก็ยังมีอาคารบางแห่งที่ การแสดงออกถึงแรงโน้มถ่วงยังปรากฎให้เห็นเป็นประเด็นสำคัญในการออกแบบ แสดงให้เห็นว่า แรง (น้ำหนัก)นั้นทำงานผ่านที่ว่างและปริมาตรจนลงสู่พื้นดินได้อย่างไร เช่น สิ่งก่อสร้างอย่าง สนามบิน อาคารแสดงสินค้า ตลาด โบสถ์ โรงมหรสพ ตลอดจนถึง สะพาน เป็นต้น&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีสถาปนิกและวิศวกรบางกลุ่ม ที่ถือว่าการแสดงออกซึ่งแรงและการถ่ายน้ำหนักนั้น ถือเป็นสาระสำคัญในการออกแบบอาคารโดยไม่สำคัญว่าอาคารที่ออกแบบนั้น จะเป็นอาคารประเภทใด (ได้แก่ Nervi, Perret, Foster, etc.) ซึ่งได้รับการยอมรับกันอย่างกว้างขวาง การสะท้อนหรือแสดงออกซึ่งการกระจายของแรง (Flow of Forces) และการมีอยู่ของแรงนั้น เป็นการเปิดโอกาสที่เชื่อมโยงระหว่างการรับรู้ในสิ่งแวดล้อมที่ถูกสร้างขึ้น (Built Environment) กับ ความรู้สึกพื้นฐานของมนุษย์เรื่องประสบการณ์เกี่ยวกับแรงโน้มถ่วง สิ่งปลุกประสาทสัมผัสที่บริสุทธ์นี้คืนมาอีกครั้ง แรงโน้มถ่วงกับการเรียนการสอนเรื่องการออกแบบ เพื่อที่จะให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่า นักออกแบบเริ่มสื่อสารอย่างไรในประเด็นเรื่องของแรงโน้มถ่วงกับการออกแบบ และเรื่องนี้ถูกผสานเข้ากับแนวคิดแบบวิพากย์ของเราได้อย่างไร โดยการเริ่มที่การตั้งคำถามในเรื่องการออกแบบเปลือกอาคารว่ามีความสัมพันธ์กับเรื่องแรงโน้มถ่วงอย่างไร จากจุดนี้ทำให้เราเริ่มเห้นความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างขัดแย้งกันของเทคนิคการก่อสร้างกับความศักยภาพในการสะท้อนลักษณะทางกายภาพของสถาปัตยกรรมผ่านเปลือกอาคาร ซึ่งสามารถจัดกลุ่มเงื่อนไขได้เป็น 4 ข้อจำกัดใหญ่ๆ ดังนี้ &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;&lt;strong&gt;1. การแสดงออกทางสุนทรียภาพ VS กรรมวิธีการก่อสร้างจริง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/em&gt;เทคโนโลยีการก่อสร้างสมัยใหม่ ได้ทำลายข้อจำกัดในการออกแบบโครงสร้าง ให้อิสระในการจัดที่ว่างมากขึ้น ดังเห็นไดชัดจากงานออกแบบ ของ Le Corbusier และ Mies van der Rohe ยิ่งเห็นได้ชัดเจนในยุคสมัยนี้จากงานของ Eisenman Hadid Libeskind ที่งานออกแบบแทบจะเป็นอิสระจากกระบวนการก่อสร้าง เกือบเป็นเช่นเดียวกับกับงานจิตรกรรม ตัวอย่างเช่น งานของ Zaha Hadid (The Vitrs Fire Station) ที่การออกแบบ Canopy ทำให้เราเกือบลืมไปว่ามันสร้างขึ้นมาจากคอนกรีตไม่ใช่กระดาษแข็ง &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการก่อสร้างในศตวรรษที่ 20 ได้สร้างสรรค์เทคโนโลยีการก่อสร้างที่ “ขัดแย้งกับตรรกวิทยา” ของโครงสร้างในแง่ความรู้สึก จนทำให้รู้สึกกว่าไม่มีข้อสิ่งใดๆ อีกแล้วที่จะมาจำกัดการออกแบบ เช่นกรณีของ Guggenheim Museum ที่ Bilbao ออกแบบโดย Gehry เมื่อเปรียบเทียบกับสถาปัตยกรรม Baroque ในศตวรรษที่ 17-18 แล้ว ที่ว่างภายในมีความแตกต่างกันมาก เนื่องจากจากข้อจำกัดในเทคโนโลยีการก่อสร้างที่ต่างกัน เนื่องจากจากข้อจำกัดในเทคโนโลยีการก่อสร้างที่ต่างกัน&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;&lt;strong&gt;2. เศรษฐศาสตร์แรงงาน VS เศรษฐศาสตร์วัสดุ&lt;/strong&gt;&lt;/em&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;ปัจจุบันนี้พื้นฐานที่เปลี่ยนไปมากที่สุดอย่างหนึ่งได้แก่ การเข้ามาของเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งขณะนั้นค่าแรงงานได้เพิ่มสูงขึ้นในขณะที่ ค่าวัสดุมีราคาต่ำลง การแสดงออกทางโครงสร้างในงานสถาปัตยกรรมนั้นก็ต้องคำนึงถึงเหตุผลทางเศรษฐกิจ ทำให้การแสดงออกในเรื่องของ Flow of Forces จากยอดสู่ฐานอาคาร ได้ผลลัพธ์ที่ไม่น่ายินดีนัก เนื่องจากคอนกรีตเสริมเหล็กที่ใช้กันมากนั้น สามารถซ่อนและบิดเบือน ให้แนวการถ่ายแรงตามธรรมชาติกับรูปทรงเป็นเรื่องที่ไม่สอดคล้องกันได้ ดังตัวอย่าง เช่นหัวเสา ของ Maillartที่ถูกแทนที่ด้วย หัวเสาของ Geilinger ซึ่งได้ซ่อนการรับรู้เรื่องการถ่ายแรงไว้ภายในหัวเสาที่แบนหนานั้น &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;สะพานก็เป็นสิ่งหนึ่งที่มีแนวโน้มเปลี่ยน การรับรู้เรื่อง Flow of Forces ของเราอันเนื่องจาก การที่โครงสร้างรับแรงดึง (Cable Structure) เข้ามา ทำให้รูปร่างที่แสดงออกทางโครงสร้างแบบเดิมถูกลดทอนไป เพื่อให้ดูเรียบง่ายและประหยัดไม้แบบ ดังเช่น&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ที่ Per Luigi Nervi กล่าวไว้อย่างน่าฟังว่า “ทั้งๆ ที่คอนกรีตถูกใช้เป็นวัสดุในการก่อสร้างมามากกว่าศตวรรษแล้วก็ตาม แต่ศักยภาพของมันก็ยังคงไม่ได้มีใครตระหนักถึงมากนัก เหตุผลก็เพราะ ความเหมาะสมในทางปฏิบัติ (วิศวกรส่วนมากสนใจแค่ความแข็งแรงและความประหยัด) ความคิดที่จะแสดงออกถึงสาระสำคัญของโครง&lt;/span&gt;สร้าง และ Flow of Forces ดุเหมือนจะไม่ได้สลักสำคัญมากนัก” ในขณะที่งานของ Nervi นั้นสะท้อน Flow of Forces ของโครงสร้างออกมาอย่างตรงไปตรงมา &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;em&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;3. การห่อหุ้ม VS การแสดงออกซึ่งโครงสร้าง&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;เป็นที่ทราบกันดีว่า อาคารสูงส่วนใหญ่นั้น ใช้เหล็กหรือไม่ก็โครงสร้างคอนกรีต เป็นตัวรับน้ำหนักอาคาร และคลุมผิวอาคารด้วย Curtain Wall ที่ไม่ได้มีส่วนในการรับน้ำหนักใดๆ ในขณะที่ปัจจุบันนี้กระแสการประหยัดการใช้พลังงานเป็นประเด็นที่มีการพูดถึงกันมาก ทำให้มีการทบทวนกันมากขึ้นในการพิจารณาออกแบบ “เปลือกอาคาร” ที่ช่วยประหยัดพลังงาน ทำให้เหลือทางเลือกในการห่อหุ้มอาคารสูงเพียง 2 ทางดือ 1) การจัดองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่เปลือกอาคารให้แฝงการแสดงออกซึ่งโครงสร้างภายในทัตัวมันห่อหุ้มอยู่ และ 2) การทำให้เปลือกอาคารกับโครงสร้างเป็นอิสระจากกัน&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;Louis Sullivan เป็นสถาปนิกคนแรกๆ ที่ได้ทดลองแนวคิดเรื่อง “เปลือก-โครงสร้าง” นี้ โดยทดลองกับการใช้อิฐและ Ceramic Cladding หลังจากนั้นมานาน August Perret ก็ได้ทดลองทำเช่นเดียวกันนี้โดยใช้ Ceramic Cladding ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างคอนกรีตที่อยู่หลัง Ceramic Cladding เหล่านั้น ดังที่ Joseph Abram (1986) เขียนไว้ว่า “ งานของ Perret นั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะใช้ Cladding เพื่อห่อหุ้มอาคาร ดังนั้นเพื่อไม่ให้ ปรากฏ สิ่งที่ดูเหมือนเป็นการตกแต่งโดยไม่มีเหตุผลจะต้องทำให้มันบรรลุถึงแสดงออกซึ่งความมั่นคงของตัวอาคาร”หลายอาคารในขณะนี้เน้นแนวความคิดในการออกแบบเปลือกอาคารที่มีความต่อเนื่องเป็นเนื้อเดียวกัน มากกว่าเน้นการสะท้อนซึ่งโครงสร้างและเผยให้เห็นการรับน้ำหนักของอาคาร ดังเช่นงานของ Herzog&amp; de Meuronและ Jean Nouvel ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ อันเนื่องมาจาการพัฒนาเทคโนโลยีวัสดุประกอบอาคาร ไม่ว่าจะเป็น Carbon และ Glass fiber ซึ่งมีน้ำหนักเบาและไม่ผุกร่อนง่าย อีกทั้งยังมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับเหล็กอีกด้วย &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;จากจุดนี้สามารถทำให้ความซับซ้อนในการออกแบบ Façade อาคารลดลง อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้สามรภแสดงออกซึ่งโครงสร้างอาคารได้ทั้งภายในและภายยอก การปฏิวัติของเทคโนโลยีวัสดุครั้งนี้ ก่อให้เกิด นวัตกรรมในการใช้ เหล็กและคอนกรีตเสริมเหล็กในงานออกแบบ&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;&lt;strong&gt;4. หน้าตาอาคาร (Façade) คือ เครื่องจักรที่ซับซ้อน&lt;/strong&gt;&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;การพัฒนางานสถาปัตยกรรมได้เดินมาไกลจากจุดที่ Façade อาคารมีหน้าที่เพียงแค่แสดงออกว่าการถ่ายแรงของอาคารเป็นอย่างไรและอาคารตั้งอยู่ได้อย่างไร หรือ เพื่อการป้องกันทางสภาพแวดล้อม ภูมิอากาศ ตลอดจนถึงเพื่อการรับแสงธรรมชาติและการระบายอากาศภายในอาคาร Façade ของอาคารพาณิชย์สมัยใหม่ (Modern Commercial Building) มักยุ่งเกี่ยวกับเรื่อง ช่อง Duct และอุปกรณ์ระบบปรับอากาศ ไฟฟ้า โทรศัพท์ แสงประดิษฐ์ หัวฉีดดับเพลิง และเกือบทั้งหมดต้องหุ้มโครงสร้างในกรณีการเกิดเพลิงไหม้&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;บางคนอาจคาดหวังการผสมผสานเครื่องอุปกรณ์ประกอบอาคารเหล่านี้ เพื่อสร้างภาษาใหม่ในงาน ในขณะที่โครงสร้างอาคารนั้นอาจมีหรือไม่มีโอกาสแสดงบทบาทของตัวเองอย่างเปิดเผย ซึ่งในความเป็นจริง การแบ่งชั้นของแรงงานในการผลิตในระบบอุตสาหกรรมก็เหมือนกับงานออกแบบที่ไม่ให้โอกาสให้สิ่งนี้ได้แสดงออกมา ส่วน Façade ของอาคารที่ซับซ้อนนั้นดูเหมือนด้านหน้าของรถยนต์ ยังปรากฏให้เห็นมีความเกลี้ยงเรียบ ซึ่งถ้าเป็นการออกแบบรถยนต์ก็มีเหตุผลเนื่องจาก หลักการของพลศาสตร์ (Aerodynamics) แต่สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามทันทีเมื่อนำมาประยุกต์ใช้กับการออกแบบรูปลักษณ์ในงานสถาปัตยกรรม&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;อาคารห้างสรรพสินค้า La Rinascente ที่ออกแบบโดย Franco Albini และ Franca Helg ในกรุงโรม&lt;br /&gt;สะท้อนให้เห็นการผสมผสานรูปทรงอาคารที่มีพื้นฐานของงานช่างมากกว่างานอุตสาหกรรม แต่ยังคงสะท้อนจินตนาการให้เห็นความสลับซับซ้อนของเดรื่องจักรในการออกแบบ Façade อาคาร อีกทั้งยังเคารพ program และบริบทของเมืองด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;จินตนาการต้นแบบ&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;หน้าที่ที่ &lt;span style="font-family:arial;"&gt;Albini และ Helg ได้รับมอบหมายคือการออกแบบอาคารห้ารสรรพสินค้าซึ่งนั้นหมายถึงการออกแบบอาคารหลายชั้นที่ทึบต้น&lt;/span&gt; &lt;span style="font-family:arial;"&gt;เหมือน Container มาซ้อนๆ กัน และไม่ได้สัมพันธ์อะไรเลยกับ สภาพแวดล้อม บริบท และประวัติศาสตร์ เงื่อนไขที่อาคารนี้ประสบความสำเร็จในการออกแบบ Facade ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ขนาด สัดส่วน พื้นผิว สี และ แสงเงา เกิดจากการเข้าใจถึงการพิจารณาส่วนประกอบ ในหลากหลายแง่มุมและเป็นอิสระต่อกัน ไม่ว่าจะเป็น เรื่องทางเทคนิค ทางสถาปัตยกรรม หรือทางบริบทเมือง ถ้ามองแบบแยกส่วนจะเห็นว่าไม่มีส่วนไหนในทางเทคนิคเลยที่สะท้อนถึงการแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผลในแง่ของความประหยัด แต่ในองค์รวมนั้น อาคารประสบความสำเร็จในแง่ของความสบาย และให้ภาพลักษณ์ที่ดีต่อเมือง ซึ่งในสมัยของเรานั้น อาคารมักออกแบบให้สะท้อนถึง ความ “Hi-tech” อย่างล้นเกิน&lt;/span&gt; อย่างที่ Franca Helg (1982) ได้ให้ทัศนะว่า&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;“สิ่งที่เราพึงกระทำต่อสภาพแวดล้อมเมืองที่ค่อนข้างจะหนาแน่น ก็คือการให้อาคารไม่เป็นทั้งอนุสาวรีย์และเป็นอาคารที่ทื่อที่หาความสำคัญอะไรไม่ได้เลย มันควรจะมีความสง่างามทางสถาปัตยกรรมในแบบของมันเอง ละในขณะเดียวกันก็ต้องเคารพ สภาพแวดล้อมเดิมที่มีอยู่ ความต้องการการใช้สอยในอาคาร และความยืดหยุ่นในการใช้งาน และอื่นๆ ส่วนประกอบทั้งหมดอันได้แก่ โครงสร้าง อุปกรณ์ประกอบอาคาร ผนังภายนอก หน้าต่าง หลังคา วัสดุ สี... มีความสัมพันธ์กันอย่างพึ่งพากัน อาคารหลังนี้ทำให้ลาน (Plaza) นั้นมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ส่วนโครงสร้างอาคารนั้นเป็นทางเลือกเชิงเทคนิคในขณะเดียวกันตัวมันเองก็เผยให้เห็นถึงสัดส่วนละจังหวะของอาคาร เส้นสายของโครงสร้างที่เป็นเหล็กนั้น มีความน่าสนใจในตังเองโดยทำหน้าที่เป็น Cornice ไปในตัว ส่วนแนวผนังอาคารมีการเน้นให้เกิดแสงเงา เพื่อเป็นการเพิ่มมิติให้กับรูปทรงอาคาร และเป็นการแก้ปัญหาเรื่องท่อต่างๆที่มีขนาดต่างๆกัน ในตัว เช่น ท่อ Air Condition เมื่อพูดกันถึงการแก้ปัญหาในบางจุดที่เราเลือกทำ ผมเห็นการพูดถึง ”ความเป็นโลหะ” บ่อยครั้งโดยเฉพาะการนำมาใช้กับ Cornice แต่ผมไม่เห็นรู้สึกว่ามันแสดงความเป็นเหล็กอะไรออกมาแต่อย่างใด ผมเพียงรู้สึกว่าอาคารควรจะเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำของผู้คนและมันก็ต้องการ Cornice สำหรับส่วนยอดสุดเพื่อให้เข้ากันได้กันอาคารที่อยู่รอบข้าง&lt;br /&gt;สำหรับเรานั้น การวิเคราะห์และศึกษาในรายละเอียดนั้นอยู่บนพื้นฐานของคำถามที่ว่า “เราจะทำอาคารอย่างไร” และเราจะเห็นมันอย่างไร” ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียด ทั้งที่เป็นทางเทคนิคหรือแบบทั่วไป อาศัยประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้มาจากงานสถาปัตยกรรมในอดีตและ&lt;span style="font-family:arial;"&gt;สถาปัตยกรรม Modern&lt;/span&gt; ทั้งสิ้น และในงานออกแบบของเราเน้นงานมีความมุ่งหมายที่สร้างสรรค์งานให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่เป็นของเราทุกคน”&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;strong&gt;มากไปกว่าเหตุผลทางด้านเทคนิค&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;การเรียนการสอนงานด้านวิศวกรรมให้แก่สถาปนิก หรือ ด้าน&lt;span style="font-family:arial;"&gt;สถาปัตยกรรมให้แก่วิศวกรควรจะเน้นประเด็นไปที่การผสมผสานอย่างที่เหมาะสมและมีศิลปะอย่างงานของ Albini และ Helg หลังนี้ ทำ&lt;/span&gt;ให้เราได้เรียนรู้ในสิ่งที่เกินไปจากเหตุผลทางด้านเทคนิคและเรื่องความประหยัด และก็ไม่ใช่การแสดงออกซึ่งถึงอย่างทื่อๆ ทางด้านเทคนิค ซึ่งนั่นไม่น่าจะใช่ศิลปะ ศิลปะนั้นมีความเกี่ยวข้องเพียงเล็กน้อยกับเรื่องแรงโน้มถ่วงหรือแม้แต่บริบทเมือง แต่มันยังคงเป็นสิ่งที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่นั่นเอง&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14602448-2343759686277012112?l=post-metropolis.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://post-metropolis.blogspot.com/feeds/2343759686277012112/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14602448&amp;postID=2343759686277012112&amp;isPopup=true' title='6 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/2343759686277012112'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/2343759686277012112'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://post-metropolis.blogspot.com/2007/06/aesthetic-of-gravity.html' title='Aesthetic of gravity'/><author><name>Nattawut</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08969496439211689910</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/chr_yoshitsune_1969.jpg'/></author><thr:total>6</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14602448.post-113876610443759203</id><published>2006-01-31T19:44:00.000-08:00</published><updated>2006-01-31T19:55:04.456-08:00</updated><title type='text'>Happy Chinese New Year</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN5089.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/400/DSCN5089.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ซิ่น เหนียน ไคว่ เล่อ... กง สี ฝ้า ฉาย.....&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;แปลคร่าวๆ ได้ว่า Happy New Year ขอให้รวยๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นคำทักทายที่ผมได้ยินทุกวันระหว่างตรุษจีน 4 วันของผมที่สิงคโปร์ อันที่จริงนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้มีโอกาสฉลองตรุษจีนกับญาติฝ่ายพ่อ (เคยแต่ไปมาหาสู่กันเฉยๆ) เนื่องจากญาติทางพ่อผมอยู่ที่นู่นกันหมด ยกเว้นพ่อผมคนเดียวที่แทบจะกลายเป็นคนไทยไปแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเพิ่งรู้ก็ตอนไปคราวนี้เองว่าปีใหม่ของคนจีนที่นั่นนั้น หมดเวลาไปกับการพบญาติ แล้วก็ กินๆๆๆๆ ลูกเดียว ก็ญาติหน้าเดิมแหละครับ เพียงแต่เปลี่ยนไปกินบ้าน ป้าบ้าง ลุงบ้าง แล้วก็เล่นไพ่นกกระจอกกันทั้งวัน เดาว่าคงเหมือนคริสต์มาสของฝรั่งที่ครอบครัวจะได้พบหน้ากันที่ปีละหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกอย่างที่ผมงงๆ คือ ผมได้อั่งเปากับเขาด้วย ไม่ได้พิมพ์ผิดครับ อายุขนาดนี้ยังทะลึ่งได้อั่งเปา เพราะที่นั่นเค้าให้ลูกหลานที่ยังไม่มีครอบครัว (ถ้าอายุ 40 แล้วยังไม่แต่งงานก็ยังได้อั่งเปาอยู่) แต่ถ้ามีครอบครัวแล้วต้องเป็นฝ่ายให้ ซึ่งต่างกับบ้านเราที่ทำงานเมื่อไหร่ต้องเป็นฝ่ายให้ทันที &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอารูปมาฝากด้วยครับ China Town บ้านเค้า&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN5030.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/400/DSCN5030.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN5036.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/400/DSCN5036.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14602448-113876610443759203?l=post-metropolis.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://post-metropolis.blogspot.com/feeds/113876610443759203/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14602448&amp;postID=113876610443759203&amp;isPopup=true' title='10 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/113876610443759203'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/113876610443759203'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://post-metropolis.blogspot.com/2006/01/happy-chinese-new-year.html' title='Happy Chinese New Year'/><author><name>Nattawut</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08969496439211689910</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/chr_yoshitsune_1969.jpg'/></author><thr:total>10</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14602448.post-113821942962544749</id><published>2006-01-25T12:03:00.000-08:00</published><updated>2006-01-25T12:08:17.730-08:00</updated><title type='text'>ตลาดน้ำอัมพวา</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN4449.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/DSCN4449.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวเล่น แถวคลองอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เมื่อราว 2 เดือนก่อน เพราะเนื่องจากต้องพาชาวบ้านไปดูวิถีชิวิตและรูปแบบการตั้งถิ่นฐานริมคลอง เพื่อให้พวกเขาเกิดไอเดียในการอยู่อาศัยร่วมกันกับน้ำ เพราะชาวบ้านแถวที่ผมทำโปรเจคอยู่นั้นชอบคิดว่าแบบบ้านจัดสรรที่เห็นเกลื่อนกลาดตามแม็คกาซีน เป็นความดีและความงามอยู่ในตัวเองแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมนั้นได้ยินเรื่องสถาปัตยกรรมริมน้ำและการกลับมาของตลาดน้ำแบบแท้ๆ (ที่ไม่ใช่ตลาดน้ำดำเนินสะดวก) ที่หากมีคนถามว่าจะดูตลาดน้ำที่เป็นวิถีชิวิตริมคลองจริงๆ แล้วจะหาดูได้ที่ไหน เค้าบอกกันเป็นเสียงเดียวกันว่าให้ไปดูที่คลองอัมพวา ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะ การเข้ามาบูรณะอาคารริมน้ำบางหลังของ UNESCO&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันที่จริงตลาดน้ำอัมพวากลับมาคึกคักนั้นก็เพราะเป็นการท่องเที่ยว ที่เรียกว่ากลับมานั้นเพราะเมื่อก่อนมันคึกคักจริงๆ เนื่องจากเป็นชุมทางการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่าง บางกอก กับราชบุรีและเพชรบุรี แต่เมื่อมีถนนตัดผ่านชุมชนริมน้ำก็ตายไปด้วยเพราะไม่มีใครใช้เรือค้าขายแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การกลับมาของอัมพวาไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติแน่ๆ หากแต่เพราะการนิยามความหมายเรื่องวัฒนธรรมชุมชนใส่ไปพร้อมกับวิถีชีวิตบางอย่างที่คนเมืองไม่ค่อยจะได้เห็นแล้ว เช่น บรรยากาศการขายของริมน้ำ การดูหิ่งห้อย (ที่เสียค่าเรือไปดูแบบเหมาลำละ 600 บาท)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภายใต้วาทกรรมการท่องเที่ยวผมว่าไม่ทำให้อะไรเป็นของแท้ไปได้ ทำได้แค่พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตเท่านั้น อันที่จริงจะแท้หรือไม่ ผมก็ว่าไม่ค่อยจะสลักสำคัญเท่าไรนัก ผมคิดว่ามันสำคัญที่ชาวบ้านอยากได้หรือไม่ต่างหาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN4377.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/DSCN4377.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ส่วนตัวผมว่าเขาอยากได้เพราะว่ามันทำให้เศรษฐกิจแถวนี้สะพัด ได้ข่าวว่าหลายบ้านเริ่มกลับมาต่อเรือเอาของไปขายบ้างแล้ว บ้างก็เอาไปนำเที่ยวตามคลองก็มี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตามการท่องเที่ยวนั้นเป็นแฟชั่นกลายๆ หมายความว่าพึ่งพิงเม็ดเงินจากภายนอกเกินไป สิ่งที่ผมอยากเห็นมากกว่าคือคนอัมพวาที่ซื้อขายของกันริมน้ำจริงๆ ที่มีปริมาณไม่ต้องมากแต่หล่อเลี้ยงชีวิตในชุมชนได้ เมื่อยามที่กระแสการท่องเที่ยวจากไปจะได้ไม่เอาเรือไปเผาถ่านขายอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พี่ปื้ด (นามสมมติ) บอกผมว่า ชาวบ้านร่ำๆ จะตัดต้นลำพูที่มีหิ่งห้อยมาบินวนมากมายแล้ว เพราะว่า เบื่อนักท่องเที่ยวที่ชอบมาดูหิ่งห้อยหน้าบ้านทุกวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“หนวกหูโว้ย..............กูจะนอน”&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14602448-113821942962544749?l=post-metropolis.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://post-metropolis.blogspot.com/feeds/113821942962544749/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14602448&amp;postID=113821942962544749&amp;isPopup=true' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/113821942962544749'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/113821942962544749'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://post-metropolis.blogspot.com/2006/01/blog-post.html' title='ตลาดน้ำอัมพวา'/><author><name>Nattawut</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08969496439211689910</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/chr_yoshitsune_1969.jpg'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14602448.post-113575407330303103</id><published>2005-12-27T23:12:00.000-08:00</published><updated>2005-12-27T23:14:33.316-08:00</updated><title type='text'>อีสาน</title><content type='html'>แวะมาดู บล็อกตัวเองกำลังขึ้นรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นับเป็นเวลาร่วมสองเดือนผมที่ไม่ได้เขียนอะไรเลย ไม่เพียงแต่เวปล็อกเท่านั้น แต่รวมถึงทุกอย่างที่เกี่ยวกับการขีดเขียนทุกอย่าง ช่วงนี้ผมต้องไปๆ มาๆ ระหว่าง กทม และอีสาน เนื่องจากรับปากเพื่อนคนหนึ่งว่าจะช่วยทำงานบางอย่างให้แล้วเสร็จในอีกสี่เดือนต่อไปนี้ ช่วงเวลาที่ผ่านมาทำให้ผมได้ความรู้และรู้จักตัวเองมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระหว่างที่ผมลงชุมชนที่อีสานนั้นผมพบว่า "เฮ้ย จริงๆ แล้วกูชอบฟังหมอลำเหรอเนี่ย"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จ้างหมอลำมาแสดงงานหนึ่งๆ ต้องเสียเงินคืนละหลักแสน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชุมชนคือพื้นที่สีเทา ไม่ใช่ผ้าขาว ไม่ต่างอะไรกับอุดมการณ์ Utopia&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โปงลางสะออนดังสู้คณะเสียงอีสานไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ตำโคราช" คือตำปลาร้าใส่ถั่ว แล้วรสชาติไม่ได้เรื่องเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปลาหลดเป็นปลาพื้นถิ่น เพราะผมทะลึ่งมาสั่งที่ กทม แล้วคนขายถามว่าบ้านอยู่ไหนเนี่ย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนจีนในอีสานก็คือคนอีสาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ผูกเสี่ยว" เป็นพ่อของพิธีรับน้องในมหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาแค่นี้ก่อนครับ แล้วพบกันใหม่&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14602448-113575407330303103?l=post-metropolis.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://post-metropolis.blogspot.com/feeds/113575407330303103/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14602448&amp;postID=113575407330303103&amp;isPopup=true' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/113575407330303103'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/113575407330303103'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://post-metropolis.blogspot.com/2005/12/blog-post_27.html' title='อีสาน'/><author><name>Nattawut</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08969496439211689910</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/chr_yoshitsune_1969.jpg'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14602448.post-113530078064057660</id><published>2005-12-22T17:18:00.000-08:00</published><updated>2005-12-22T17:19:40.653-08:00</updated><title type='text'>.......</title><content type='html'>สวัสดีปีใหม่ทุกๆ คนเด้อ (ถ้ายังมีคนอ่านอยู่นะ)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14602448-113530078064057660?l=post-metropolis.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://post-metropolis.blogspot.com/feeds/113530078064057660/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14602448&amp;postID=113530078064057660&amp;isPopup=true' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/113530078064057660'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/113530078064057660'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://post-metropolis.blogspot.com/2005/12/blog-post.html' title='.......'/><author><name>Nattawut</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08969496439211689910</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/chr_yoshitsune_1969.jpg'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14602448.post-112952394347273573</id><published>2005-10-16T21:28:00.000-07:00</published><updated>2005-10-16T22:46:08.123-07:00</updated><title type='text'>สวนตาลเมืองปทุม</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;หลายคนอาจจะไม่รู้เหมือนผม หรืออาจจะมีผมคนเดียวที่ไม่รู้ว่าของดีขึ้นชื่อของปทุมธานีคือ ลูกตาล “ลุงเหน่ง “ สมาชิกชุมชนประปาเก่า เล่าให้ผมฟังแบบภาคภูมิใจว่าว่าถ้าตาลเมืองปทุมจะมีตาลน้อยกว่าเมืองเพชรก็คงแพ้แค่เพียงลูกเดียวเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่นั้นคืออดีตของเมืองปทุม เพราะทุกวันนี้สวนตาลแถบนี้มีเหลืออยู่เพียวแค่ 10% ของที่เคยมีมา เนื่องจากปทุมธานีก็เหมือนเมืองอื่นๆ ที่เรียกว่าปริมณฑล ที่ผลของการพัฒนา กทม. ได้ไปเปลี่ยนแปลง Cultural Landscape จากพื้นที่เกษตรกรรมเดิม ที่รายล้อมไปด้วยสวนตาลและนาข้าว ไปเป็นพื้นชานเมืองที่ต่อขยายออกมาจากรังสิต โดยแวดล้อมไปด้วยหมู่บ้านจัดสรรโครงการต่างๆ ทำให้ชาวบ้านบางส่วนได้รับประโยชน์จากการพัฒนา เช่น ราคาที่ดินที่สูงขึ้น ความสะดวกสบายที่มากขึ้น แต่ก็มีชาวบ้านบางส่วนที่ได้รับผลกระทบในทางลบ เช่น ปัญหามลพิษ ปัญหาด้านการทำกินที่ต้องลำบากมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชุมชนบางปรอก ชุมชนประปาเก่า และชุมชนอื่นๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาตอนบนและคลองซอยที่ขุดต่ออกมาจากแม่น้ำเจ้าพระยาต่างได้รับผลกระทบมากบ้างน้อยบ้าง เช่น น้ำเน่าเสียที่รุนแรงในฤดูร้อนและ น้ำท่วมในฤดูฝนเนื่องจากการที่ต้องเป็นพื้นที่รับน้าฝนไม่ให้ท่วม กทม ทำให้นาล่ม และสูญเสียพันธ์ตาลพื้นบ้านไปอยู่พอสมควร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เครือข่ายชุมชนเมืองปทุมเป็นหนึ่งในความพยายามของชาวบ้านที่ต้องการส่งสารถึงหน่วยงานท้องถิ่นว่า ชุมชนอยากจะขอกำหนดวิธีชีวิตของตนบ้างได้ไหม เนื่องจากการพัฒนาที่ผ่านมานั้น รัฐไม่เคยถามชาวบ้านเลยว่าชาวบ้านต้องการอะไร (หรืออาจเพราะความต้องการของชาวบ้านไม่เอื้อประโยชน์ใดๆ ต่อผลประโยชน์ของรัฐ ซึ่งรัฐมีความหมายแคบลงเหลือแค่เพียงกลุ่มการเมืองท้องถิ่น) ตัวอย่างเช่น จากเดิมเส้นทางคมนาคมโดยใช้คลองถูกแทนที่ด้วยถนนหนทาง เรือแจวที่ชาวบ้านเคยมีก็ถูกรื้อออกเพื่อนำไม้ไปขายเพราะจอดไว้ก็ไม่ได้ใช้อีกต่อไป บ้านเรือนริมน้ำบางส่วนถูกรื้อเพื่อสร้างใหม่แบบอาคารที่เราเห็นกันดาษดื่นตามโครงการบ้านจัดสรร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คลองมีความหมายเหลือเพียแค่ทางระบายน้ำทิ้ง ทั้งจากหมู่บ้านจัดสรรและอาคารพานิชยกรม บ้านที่ปลูกใหม่หันหน้าสู่ถนน วิถีชีวิตริมน้ำที่ชาวบ้านคุ้นเคยได้ทยอยหายไปเพราะการพัฒนาบังคับให้พวกเขาเปลี่ยนแบบแผนพฤติกรรม เอกลักษณ์ชุมชนป็นเรื่องไร้สาระตราบเท่าที่มันยังเปลี่ยนเป็นสินค้าไม่ได้ สิทธิชุมชนมิพักต้องพูดถึง แม้ว่าจะเขียนอยู่หราในรัฐธรรมนูญก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงแม้ว่าชาวบ้านจะมีการรวมตัวกันจัดกิจกรรมที่เป็นสาธารณะประโยชน์ ทั้งเรื่องเอกลักษณ์ สิ่งแวดล้อม หรือเรื่องอื่นๆ ที่แสดงให้เห็นว่า ชุมชนมีความสามารถในการจัดการประเด็นสาธารณะผ่านองค์กรชาวบ้านได้ดีในระดับหนึ่งก็ตาม แต่การพัฒนาที่ภาครัฐเห็นว่าที่ตัวเองทำนั้นถูกต้องกว่า เจริญกว่า หรือดีกว่า เพราะรัฐท้องถิ่นเองก็เต็มไปด้วยเทคโนแครต ชาวบ้านจบ ป 4 ป 7 มันจะไปรู้อะไร ซ้ำร้ายชาวบ้านอาจถูกประณามอีกด้วยว่าใจแคบ ไม่เสียสละเพื่อส่วนรวม แบบที่ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการท่อก๊าซและเขื่อนโดน (ก็แหงล่ะ มันไม่ได้ผ่านบ้านเมิงนี่ เมิงก็พูดให้เคนอื่นสียสละได้)&lt;br /&gt;ในสังคมอย่างสังคมไทยที่ราคาลูกกระสุนนั้นถูกกว่าการมานั่งทำประชาพิจารณ์ ผมเลยเอาภาพสวนตาลที่คิดว่าเป็นผืนท้ายๆ ในเขตเมืองปทุม (อยู่ตรงข้ามกับเทศบาลนี่เอง) มาฝากไว้ให้ดูเล่นก่อนนะครับ เพราะอีกไม่นานเราก็จะไม่ได้เห็นภาพนี้อย่างแน่นอน &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN42301.JPG"&gt;&lt;img style="CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/320/DSCN42301.JPG" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14602448-112952394347273573?l=post-metropolis.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://post-metropolis.blogspot.com/feeds/112952394347273573/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14602448&amp;postID=112952394347273573&amp;isPopup=true' title='9 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112952394347273573'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112952394347273573'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://post-metropolis.blogspot.com/2005/10/blog-post.html' title='สวนตาลเมืองปทุม'/><author><name>Nattawut</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08969496439211689910</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/chr_yoshitsune_1969.jpg'/></author><thr:total>9</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14602448.post-112895520895940850</id><published>2005-10-10T06:36:00.000-07:00</published><updated>2005-10-10T08:09:30.490-07:00</updated><title type='text'>Habitat Day</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;สองอาทิตย์ที่ผ่านมาของผมในเมืองไทย หมดไปกับการพบเพื่อนฝูงส่วนหนึ่ง ประกอบกับที่บ้านไม่มีเน็ทใช้เลยไม่ได้อัพเดทอะไรเลย อีกส่วนหนึ่งก็ต้องไปช่วยงาน World Habitat Day ที่จัดงานที่ท้องสนามหลวงระหว่างวันที่ 3-8 ตุลาคมที่ผ่านมา ถ้าใครผ่านไปแถวนั้นจะเห็นมหกรรมการนำเสนอรูปแบบที่อยู่อาศัยเพื่อผู้มีรายได้น้อย ที่ UN-Habitat ยกให้ประเทศไทยเป็นต้นแบบการแก้ปัญหา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.unchs.org/"&gt;UN-Habitat&lt;/a&gt; นั้นเป็นหน่วยงานหนึ่งใน UN เป็นหน่วยงานที่ดูแลเรื่องที่อยู่อาศัยแห่งองค์การสหประชาชาติ คล้ายๆ กับที่ Unicef ดูเรื่องเด็กหรือ &lt;a href="http://www.unesco.org/"&gt;UNESCO&lt;/a&gt; ดูด้านศิลปวัฒนธรรมและวิทยาศาสตร์ ผมเพิ่งมารู้ภายหลังว่างานนี้ใหญ่มาก เพราะนายกมาเปิดงานเอง และตลอดงานก็มีรัฐมนตรีมาข้องแวะตั้งแต่เริ่มจนจบถึงสี่คนด้วยกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="www.codi.or.th"&gt;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน &lt;/a&gt;(พอช) ที่เป็นหัวหอกในการทำโครงการ "บ้านมั่นคง" โครงการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของชุมชนแออัดทั่วประเทศ ได้เป็นที่สนอกสนใจของนานาชาติ ทำให้เกิดงานนี้ขึ้นอย่างที่กล่าวมาแล้ว ตัวผมพอกลับมาถึงก็ได้รับการติดต่อจากพี่ปุ้ย เลขาพี่เขียว (ผู้อำนวยการของ พอช) ให้ไปเป็นล่ามในงานนี้ ตลอดจนถึงนำคณะดูงานจากศรีลังกาและกัมพูชา ไปดูโครงการที่จังหวัดอุบลราชธานีและสุรินทร์ เรียกว่ายังไม่ทันจะได้ดู กทม เลย ก็ต้องระเห็ดไปต่างถิ่นแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันที่จริงพื้นที่ที่ผมทำไว้ก่อนหน้าที่จะไปเยอรมันนั้นอยู่ที่คลองบางบัว เขตบางเขน แต่ผมอยากไปดูโครงการในบริบทต่างจังหวัดบ้าง ประกอบกับ &lt;a href="http://sengka.blogspot.com/"&gt;อ. เซ้ง&lt;/a&gt; ที่เป็นผู้ประสานงานสายอีสาน จะไปเส้นอุบล ผมเลยบอกกับพี่ปุ้ยว่าผมขอไปอีสานก็แล้วกัน ซึ่งเป็นไปตามที่ผมคาดที่ว่า โครงการนี้เกิดขึ้นที่ต่างจังหวัดมากกว่า กทม และมีโครงสร้างที่เอื่อต่อการทำงานด้วย เนื่องจากกลไกเกิดขึ้นในระดับเทศบาลและเมือง ต่างจาก กทม ที่เกิดจากชาวบ้านเป็นส่วนมาก แล้วก็เคลื่อนกระบวนต่อไปอย่างเชื่องช้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากเวทีแลกเปลี่ยนที่จัดขึ้นภายหลังจากการทัศนศึกษาดูงานทุกสาย (มีทั้งหมดสิบสายทั่วประเทศ) ทำให้ผมได้รู้ว่าของเรานั้นดีกว่าเขาเพื่อนจริงๆ เพราะประเทศอื่นๆ นั้นไม่มีหน่วยงานรัฐที่เป็นกลไกเชื่อมชาวบ้านกับรัฐท้องถิ่น และไม่มีงบประมาณสนับสนุนใดๆ ด้วย แต่ถึงแม้ของเราจะถือว่าดีในระดับโครงสร้างการทำงานแต่ในรายละเอียดก็ยังมีปัญหาอยู่บ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ผมชอบอย่างหนึ่งคือความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับชุมชนนั้นเผยให้เห็นออกมาชัดเจนมาก ซึ่งเป็นลักษณะแบบลูกพี่กับลูกน้อง อย่าไปถามหาประชาธิปไตยตามแนวคิดแบบตะวันตกเลยนะครับ มันเรื่องอุดมคติทั้งนั้น หาไม่เจอในบริบทต่างจังหวัดหรอกครับที่นักการเมืองคือลูกพี่ ชาวบ้านก็ลูกน้อง ยกตัวอย่างที่สุรินทร์ที่งานนี้ออกหน้ามาทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด สส นายกเทศบาล รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย เพราะท่านๆ เขาได้ข่าวว่าคณะดูงานมาจากสหประชาชาติเท่านั้นแหละ เกณฑ์มาแทบทั้งเทศบาล แต่งานที่นักการเมืองได้หน้านี่ผมละชอบจริงๆ เชื่อมั้ย หมดงานนี้ ชาวบ้านได้น้ำประปาใช้แน่นอน เพราะท่านรัฐมนตรีเอาหัวหน้าส่วนงานประปาจังหวัดมาด้วย ภาษากลยุทธเรียกว่า win-win scenario นักการเมืองได้หน้า ชาวบ้านได้สัญญาเช่าที่ พอช ได้ขยายโครงการ กลไกที่ได้ผลคือให้บารมีลูกพี่ไปซะแล้วเราเอาเนื้องาน งานก็จะลื่นไหลขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันที่จริงอยากโพสต์รูปทิ้งเอาไว้บ้าง แต่ผมถ่ายมาแต่วีดีโอทั้งหมด อยากเล่ามากกว่านี้ด้วย แต่ไม่สะดวก รอให้มีเน็ทใช้ก่อนแล้วกันนะครับ ขอยกไว้เป็นงวดหน้านะ&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14602448-112895520895940850?l=post-metropolis.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://post-metropolis.blogspot.com/feeds/112895520895940850/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14602448&amp;postID=112895520895940850&amp;isPopup=true' title='7 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112895520895940850'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112895520895940850'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://post-metropolis.blogspot.com/2005/10/habitat-day.html' title='Habitat Day'/><author><name>Nattawut</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08969496439211689910</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/chr_yoshitsune_1969.jpg'/></author><thr:total>7</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14602448.post-112766093933507391</id><published>2005-09-25T08:06:00.000-07:00</published><updated>2005-09-25T15:53:26.353-07:00</updated><title type='text'>To Marx</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/marx1.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/marx.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; All I know is I'm not a Marxist.&lt;br /&gt;....Karl Marx....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้มีโอกาสสนทนากับเพื่อนร่วมหอพักชาวโปแลนด์อยู่ 2-3 ครั้ง โดยประเด็นหนึ่งขอการสนทนาคือเรื่องการปกครอง อย่างที่เราทราบว่าปัจจุบันนี้โปแลนด์ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบคอมมิวนิสต์มาเป็นประชาธิปไตยร่วม 15 ปีมาแล้ว แต่เพื่อนผมคนนี้เป็นคนหนึ่งที่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้นกับประเทศของตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เธอเล่าว่า เมื่อก่อนนั้นทุกคนมีเงินให้จับจ่ายใช้สอยเนื่องจากไม่มีคนตกงาน และทุกคนมีฐานะเท่าเทียมกันหมด ไม่ว่าจะเป็น หมอในโรงพยาบาล ครู เกษตรกร เนื่องจากทุกคนมีงานทำในฐานะที่เป็นลูกจ้างของรัฐ เพราะรัฐเป็นเจ้าของทุกๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า ตลาด โทรศัพท์ ไฟฟ้า ประปา ขนส่งมวลชน ฯลฯ แต่ปัญหาคือไม่มีอะไรให้เธอซื้อมาก เพราะทุกอย่างถูกผลิตออกมาเหมือนๆ กันหมด กระเป๋าแบบเดียวกัน รองเท้าก็ด้วย เนื่องจากคอมมิวนิสต์ไม่มีการแข่งขันจึงไม่มีเหตุผลอะไรให้รัฐทำของออกมาให้หลากหลายมากๆ ให้สิ้นเปลืองเพราะยังไงก็ขายได้อยู่ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะเท่ากันเป๊ะๆ ทุกคนนะครับ การเข้าถึงสินค้าเหล่านี้มีความเหลื่อมล้ำนิดหน่อย คือ คนที่เป็นกรรมกรในเหมืองและเกษตรกร รวมถึงทหารจะมีสิทธิในการซื้อสินค้าก่อน หรืออาจได้สิทธิในการซื้อเนื้อสัตว์มากกว่าคนอื่นๆ ตามหลักปรัชญาของคอมมิวนิสต์ที่ให้ความสำคัญต่อชนชั้นการผลิต (แรงงานนั่นเอง) สมสัญลักษณ์ "ค้อนเคียว" ที่ปลิวไสวบนธงสหภาพโซเวียตเมื่อในอดีต แต่ข้อเสียของคอมมิวนิสต์อย่างที่เรารู้ๆ ก็คือ มันไม่ก่อให้เกิดการแข่งขัน หมายความว่าคนทำมากทำน้อย ก็ไม่อดตาย หนำซ้ำยังได้เงินเท่าๆ กันอีกด้วย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้การพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างล่าช้า เพราะพวกเช้าชามเย็นชามจะเกาะกินระบบจนมันอยู่ไม่ได้อย่างที่ปัจจุบันนั้น ประเทศที่เป็นอดีตคอมมิวนิสต์ก็เปลี่ยนแปลงการปกครองจนเกือบหมดแล้ว อย่างไรก็ดีแนวคิดแบบสังคมนิยมก็ยังคงฝังรากลึกอยู่ในประเทศเหล่านี้ เพราะเพิ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน ถึงแม้จะเกิดพรรคเสรีนิยมมากขึ้น แต่คนส่วนมากก็ยังคุ้นชินกับการได้รับการดูแลจากรัฐ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่อารัมภบทมานี้ก็เพราะโลกเรานั้นวิ่งไปมาระหว่างปลายสองข้างซ้ายขวา ไม่เคยพอดีซักทีและผมเชื่อว่าคงไม่มีวันด้วย มันคงวิ่งไปมาอยู่อย่างนี้ต่อไป เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงความพยายามของ อ. ใจ อึ๊งภากรณ์ ที่เรียกร้องให้เกิดพรรคสังคมนิยม (พรรคแรงงานหรือพรรคคอมมิวนิสต์ สุดแท้แต่จะเรียก) ผมเข้าใจว่า อ. ใจ ไม่ได้โหยหาการกลับมาของคอมมิวนิสต์แน่ๆ แต่ต้องการถ่วงดุลระบบที่เอียงกะเท่เร่อยู่นี้ เนื่องจากประเทศไทยไม่เคยมีพรรคการเมืองของมวลชน มีแต่พรรคกุฎมพีแล้วก็พรรคนายทุนมาโดยตลอด นี่เป็นเสียงของความพยายามหนึ่งที่เรียกร้องให้เกิดจุดดุลยภาพระหว่าง "ความเท่าเทียม" - "ประสิทธิภาพ" ให้เกิดขึ้นซักครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คอมมิวนิสต์นั้น (ตามทฤษฎ๊) จะเบ่งบานได้นั้นต้องลบทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ก่อนหน้าทิ้งทั้งหมด ทั้ง ค่านิยม ความทรงจำ เพราะมันคือการสร้างระบบความสัมพันธ์ของสังคมขึ้นมาใหม่ทั้งหมด อย่างที่เกิดการปฏิวัติวัฒนธรรมในจีน เรื่องนี้ก็อย่างที่เรารู้ๆ ว่ามันไม่ได้ผล ผมเลยออกจะสงสัยอยู่ว่าการเกิดขึ้นของพรรคสังคมนิยมมันจะเกิดอย่างไร เพราะมันจะต้องเกิดขึ้นบนโครงสร้างของทุนนิยม ซึ่งผมไม่ค่อยเชื่อว่าถึงมันจะเกิดขึ้นมาได้จริง ท้ายสุดแล้วมันจะไม่กลายพันธ์ไปเป็นอย่างอื่น เพราะเบื้องหลังประวัติศาสตร์ของแต่ละสังคมนั้นย่อมมีส่วนทำปฏิกิริยาต่อการก่อรูปของระบบใหม่ที่ใส่เข้าไป เรามีบทเรียนแล้วจาก คอมมิวนิสต์ของสตาลินที่นับว่าห่างไกลอยู่โขจากอุดมการณ์ของมาร์กซ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อุดมการณ์นั้นฟังดูดีเสมอ แต่โดยส่วนตัวผมว่าวิธีนั้นน่าฟังกว่า ผมเห็นด้วยกับ อ. ใจ ว่าเราควรมี Milestone ทางสังคมที่พึงปรารถนาและการคิดถึงอะไรที่ดีกว่าที่เป็นอยู่นั่นย่อมประเสริฐแน่นอน แต่ผมคิดว่าการทำพรรคการเมืองใหม่นามมวลชนนั้นไม่ช่วยอะไร (คือมีก็ดีนะแต่ไม่พอ) เพราะมันต้องใช้ทั้งทุนและก็ยังเป็นระบบตัวแทนอยู่ ถ้าคิดถึงหนังเรื่อง The Metrix แล้วอาจจะช่วยทำให้เห็นภาพมากขึ้นว่ามนุษย์ยากจะเอาชนะจักรกลได้เพราะต้องเล่นเกมส์บนกติกาของเขา ต้องรอ The One มาปลดปล่อย (ในโลกแห่งความจริงจะพบว่าหมอนี่มันก็เป็นพวกเดียวกับหุ่นยนต์แหละ อิอิ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมชอบแนวคิดการเมืองนอกรัฐมากกว่า เพราะมันสร้างพื้นที่ใหม่นอกอำนาจรัฐและพรรคการเมือง ผมไม่คิดว่าเรื่องการเมืองเป็นเรื่องกระดานหมากฮอสที่เรามีพื้นที่จำกัดและการได้มาของพื้นที่ของเราหมายถึงการลดลงของพื้นที่รัฐ แต่ถ้าเราขยายพื้นที่กระดานได้มากขึ้น เราก็จะพบว่าบางทีรัฐนั้นเหลือพื้นที่น้อยกว่าเราหรืออาจเปลี่ยนกติกาอะไรบางอย่างได้ก็เป็นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมว่าถ้าคุณได้โปรแกรมในอุดมคติมาซักอัน แล้วมันรันไม่ได้บน windows แล้วละก็&lt;br /&gt;คุณชอบอย่างไหนกว่ากัน ระหว่างที่จะต้องแก้โปรแกรมให้ใช้ได้บน windows หรือเขียน OS ใหม่ให้โปรแกรมใช้งานได้ดี&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14602448-112766093933507391?l=post-metropolis.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://post-metropolis.blogspot.com/feeds/112766093933507391/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14602448&amp;postID=112766093933507391&amp;isPopup=true' title='8 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112766093933507391'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112766093933507391'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://post-metropolis.blogspot.com/2005/09/to-marx.html' title='To Marx'/><author><name>Nattawut</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08969496439211689910</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/chr_yoshitsune_1969.jpg'/></author><thr:total>8</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14602448.post-112722094312456092</id><published>2005-09-20T05:54:00.000-07:00</published><updated>2005-09-20T05:55:43.126-07:00</updated><title type='text'>หนูๆ ทีเผลอ</title><content type='html'>เอารูปเด็กๆ มาฝากครับ โพสต์แต่รูปเมืองเดี๋ยวเบื่อแย่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล สาวๆ ก็ถ่ายไว้เยอะนะครับ แฮ่ๆ เอาไว้ว่างๆ ก่อนนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/girl%20spain.jpg"&gt;&lt;img style="CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/320/girl%20spain.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;น้องหนูจากอิตาลีครับ ถ่ายที่ Rome&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN94121.JPG"&gt;&lt;img style="CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/320/DSCN94121.JPG" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;สามพี่น้องที่ Madrid&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN27132.JPG"&gt;&lt;img style="CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/320/DSCN27132.JPG" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;"รอคุณแม่อยู่ค่ะ" ถ่ายที่ Stockholm&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/girl%20deutsch.jpg"&gt;&lt;img style="CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/320/girl%20deutsch.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;อ่า อันนี้เด็กด้อยช์นี่เอง ถ่ายที่ Duesseldorf&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN1651.jpg"&gt;&lt;img style="CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/320/DSCN1651.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;กิจกรรมของเด็กๆ ในวันหยุดของเมือง Hattingen&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอ๊ะ ทำไมมีแต่รูปเด็กผู้หญิงหว่า&lt;br /&gt;ปล ขอลาไปเดรสเดนก่อน 3-4 วันนะครับ เดี๋ยวจะกลับมาชวนคุยเรื่องมาร์กซิสต์&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14602448-112722094312456092?l=post-metropolis.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://post-metropolis.blogspot.com/feeds/112722094312456092/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14602448&amp;postID=112722094312456092&amp;isPopup=true' title='5 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112722094312456092'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112722094312456092'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://post-metropolis.blogspot.com/2005/09/blog-post_20.html' title='หนูๆ ทีเผลอ'/><author><name>Nattawut</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08969496439211689910</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/chr_yoshitsune_1969.jpg'/></author><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14602448.post-112699887813641086</id><published>2005-09-17T16:07:00.000-07:00</published><updated>2005-09-17T19:30:16.250-07:00</updated><title type='text'>กาลเทศะ</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;คงไม่มีใครสักกี่คนที่กล้าอ่านหนังสือโป๊บนรถไฟฟ้าเท่าๆ กับที่คงไม่มีใครสักกี่คนที่กล้าใส่ชุดแดงแป๊ดมาร่วมงานศพ เพราะการกระทำเหล่านี้ล้วนถูกตำหนิในสังคมทั้งสิ้น เพราะถือเป็นการทำอะไรผิดที่ผิดเวลา หรือที่เรียกว่าไม่มีกาลเทศะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กาลเทศะ (Space-Time) นั้นนอกจากจะดำรงอยู่ในบริบททางวัฒนธรรมแล้ว กล่าวคือความสัมพันธ์ทางสังคมของผู้คนในอารยธรรมหนึ่งแล้ว ยังอาจดำรงอยู่ในบริบททางกายภาพได้อีกด้วย ไม่เช่นนั้นเราคงไม่ได้ยินข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ของการออกมาต่อต้านของสถานอาบ อบ นวด ที่ผ่ามาตั้งอยู่ตรงข้ามโรงเรียน เรื่องนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นการที่สังคมยังให้ความสำคัญของกาลเทศะ และก็ยังมีคนที่ไม่รู้จักกาลเทศะได้ในระดับหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ตัวอย่างข้างต้นนั้นยังไม่ชัดเจนนักในเรื่องของกายภาพ เพราะเป็นเรื่องคาบเกี่ยวระหว่างกาลเทศะทางวัฒนธรรมที่เรารับรู้ผ่านความหมาย (meaning) ของสถานที่ คือโรงเรียนถูกแทนค่าด้วยเยาวชน และ อาบ อบ นวด ถูกแทนค่าด้วยโสเภณี ซึ่งโสเภณีกับเยาวชนนั้นเป็นสิ่งที่ไปกันไม่ได้ในสังคมไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าสถาปัตยกรรมต้องสะท้อนกิจกรรมของอาคารออกมาภายนอกแล้วนั้น เรื่องดังกล่าวคงต้องเป็นอันยุติลงอย่างแน่นอน (ลองคิดว่าอาคารถูกออกแบบให้เป็นรูปคนร่วมประเวณีกัน) เพราะเรื่องนี้คงไม่อาจทำให้ฝ่ายผู้ประกอบการเลี่ยงบาลีใดๆ ได้ และสังคมคงต่อต้านกันขนานใหญ่ แต่ข้อเท็จจริงคืออาคารหลังนี้ถูกออกแบบมาโดยที่หน้าตาก็เหมือนกับโรงแรมทั่วๆ ไป ดังนั้นการทำให้สถานอาบ อบ นวด มีความหมายเท่ากับโรงแรม จึงทำให้เกิดช่องว่างที่ผู้ประกอบการพอจะหาช่องทางตอบสังคมได้พอประมาณว่าไม่ผิดกาลเทศะเท่าไรนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ผมเที่ยวยกตัวอย่างอุปมาอุปไมยนั้นก็เพราะอยากจะบอกเพียงว่า จริงๆแล้วการกำหนดสภาพแวดล้อมทางกายภาพนั้นก็มีกาลเทศะเช่นกัน แต่เป็นที่เข้าใจกันค่อนข้างแคบๆ ในหมู่นักเรียนและโรงเรียนสถาปัตยกรรม ไม่ค่อยเป็นที่เข้าใจต่อคนทั่วไปมากนัก ยกตัวอย่างเช่น การออกแบบอาคารยุโรปเสาโรมันที่ครั้งหนึ่งเป็นที่นิยมในโครงการหมู่บ้านจัดสรร ก็ถูกวิพากย์วิจารณ์พอสมควรว่าเป็นการออกแบบที่ผิดที่ (space) เพราะเราไม่มีรากเหง้าระบบคุณค่าแบบตะวันตก อีกทั้งภูมิอากาศบ้านเราเป็นเมืองร้อน ในขณะที่อาคารแบบตะวันเป็นอาคารที่ถูกออกแบบมาเพื่อภูมิอากาศเขตหนาว และนอกจากนี้ยังผิดเวลา (time) อีกด้วย เพราะอารยธรรมโรมันนั้นล่มสลายเป็นพันๆ ปีมาแล้ว การเอาของในอารยธรรมหนึ่งมาสวมแบบดาดๆ กับอีกอารยธรรมแบบข้ามเวลานั้นขาดเหตุผลทางวัฒนธรรมรองรับอย่างแน่นอน นอกเสียจากเหตุผลทางด้านพานิชย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/DSCN0839.jpg" border="0" /&gt;อธิบายอย่างนี้หลายคนอาจไม่เข้าใจ ผมจะยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นถ้าเราลองนึกภาพตัวเอง ใส่ชุดเกราะทหารโรมันเดินตามท้องถนน หรือเดินในตลาด คุณคิดว่าเรื่องนี้ผิดกาละเทศะหรือไม่ ถ้าเราทำมันครั้งแรกผมคิดว่าแม่ค้าในตลาดต้องคิดว่าคุณมาถ่ายหนัง (แปลว่าพานิชย์) แต่ถ้าเราทำมันทุกวัน (แปลว่าวัฒนธรรม) ผมว่าแม่ค้าต้องคิดว่าเราบ้าแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมแค่อยากจะบอกเพียงว่าอาคารหมู่บ้านจัดสรรรูปแบบโรมันนั้น พอมันสร้างเสร็จครั้งแรกมันก็เหมือนเราไปดีสนีย์แลนด์ที่มีปราสาทราชวังให้เราดูตื่นตาตื่นใจเล่น เราไปเพราะมันเป็นการพานิชย์รูปแบบหนึ่ง แต่ถ้าให้เราอยู่ทุกวันเราก็จะพบว่าเราอยู่กับมันไม่ได้เพราะในความเป็นจริงแล้วเราไม่ใช่เจ้าหญิงหรือเจ้าชายในนิยาย แปลว่าปราสาทราชวังเป็นเรื่องนอกวัฒนธรรมเรานั่นเอง อย่าลืมว่าสถาปัตยกรรมนั้นไม่ใช่โปสเตอร์หรือปฏิทินแฟชั่นนะครับที่เบื่อแล้วก็ทิ้ง เพราะมันอยู่กับเราก็หลักสิบๆ ปีขึ้นไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่เล่ามาไม่ได้หมายความว่าอาคารรูปแบบตะวันตกไม่เหมาะสมกับบริบทวัฒนธรรมไทยด้วยประการทั้งปวงนะครับ ไม่อย่างนั้นใครสวมชุดสูตรหรือชุดสากลผูกไทคงย่อมถูกหาว่าบ้าเช่นกัน เรื่องนี้เพื่อต้องการบอกให้เรารู้ว่าการรับเอาสิ่งที่เป็นของนอกวัฒนธรรมนั้นมีระดับในการกลืนเข้ามาสู่วัฒนธรรมแม่อยู่ ไม่ได้รับเอาแบบดุ้นๆ ส่วนกลืนได้มากหรือได้น้อยนั้นผมคิดว่าขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรียกว่าบริบท ยกตัวอย่างเช่นถ้าเราใส่ชุดสายเดี่ยวเกาะอกไปวัดนั้น วัดย่อมไม่อาจกลืนวัฒนธรรมของเราลงไปได้เต็มคำ แต่ถ้าเราไปเดินสยามสแควร์ก็ไม่น่ามีปัญหา ทำนองเดียวกับการใส่ชุดนักเรียนเข้าผับแหละครับ อย่างนี้เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมอยากเปรียบลักษณะภายนอกทางสถาปัตยกรรมเหมือนคนใส่เสื้อผ้าหลากหลายแบบ ตั้งแต่ไทยประเพณี (วัด เจดีย์ สถูป) สากล (อาคารสูง ตึกกระจก) จนกระทั่งถึง เด็กแร็พ ฮิปปี้ ฮิบฮอบ (อาคารแบบ Deconstruction) ที่เทียบกันนี้ทำเอาสนุกๆ นะครับ อย่าถือเป็นสาระ เผื่อว่าจะช่วยให้จินตนาการสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ออกมาได้บ้าง จากการเปรียบเทียบง่ายๆ นี้ เราอาจจะพบว่ามีเรื่องไม่ถูกกาลเทศะขึ้นจำนวนหนึ่งเกิดขึ้นกับสภาพแวดล้อมเรา เช่น ตึกสูงในเขตเมืองเก่า วัดอยู่ใกล้กับสถานเริงรมย์ เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ผมว่าเรื่องกาละเทศะนั้นคลายตัวไปมากแล้ว คือไม่เข้มงวดเหมือนเมื่อก่อน เพราะสังคมเริ่มไม่ค่อยตำหนิคนที่ทำอะไรผิดกาละเทศะ และคิดว่าธุระไม่ใช่ หรือตราบใดที่มันไม่มาตบกบาลกรูมันจะทำอะไรก็เรื่องของมัน เป็นต้น พูดง่ายๆ คือสำนึกปัจเจกที่คืบคลานมาทดแทนสำนึกร่วมในสังคมนนั่นเอง จึงไม่แปลกอะไรที่เห็นวัด ตึกสูง และคาราโอเกะที่เผลอๆ จะอยู่ติดๆ กันไปในบล็อคเดียวกันอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจใดๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาพสภาพแวดล้อมทางกายภาพของเมืองไทยสำหรับผมแล้วมันก็เหมือนศิลปะแบบฉีกปะ (Collage) ล่ะครับ ที่คนใส่ชุดไทย (วัด) กับเด็กแร็พ (........) โดนกั้นด้วยรั้วบางๆ และตราบใดที่หลวงพี่ไม่ผ่าไปร้องเพลงในคาราโอเกะแล้วล่ะก็สังคมนี้ก็ "ชิว ชิว" ครับ&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14602448-112699887813641086?l=post-metropolis.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://post-metropolis.blogspot.com/feeds/112699887813641086/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14602448&amp;postID=112699887813641086&amp;isPopup=true' title='16 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112699887813641086'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112699887813641086'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://post-metropolis.blogspot.com/2005/09/blog-post_17.html' title='กาลเทศะ'/><author><name>Nattawut</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08969496439211689910</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/chr_yoshitsune_1969.jpg'/></author><thr:total>16</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14602448.post-112664800074894002</id><published>2005-09-13T14:45:00.000-07:00</published><updated>2005-09-17T01:39:24.096-07:00</updated><title type='text'>นิยามเกาะรัตนโกสินทร์</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/SeaGhost-co-th-com-0412170901.jpg"&gt;&lt;img style="CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/320/SeaGhost-co-th-com-0412170901.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"เกาะรัตนโกสินทร์" หรือ "เกาะบางกอก"(ตามชื่อที่ ศ.พล.ร.ต สมภพ ภิรมย์ ศิลปินแห่งชาติสาขาสถาปัตยกรรม ท่านคิดว่าควรจะเรียกเช่นนี้) นั้นคือพื้นที่กรุงเทพฯ ส่วนในที่ล้อมรอบด้วยแม่น้ำเจ้าพระยา คลองโอ่งอ่าง และคลองคูเมืองเดิม ที่สะท้อนอารายธรรมและประวัติศาสตร์สมัยรัตนโกสินทร์ทั้งหมด ตั้งแต่ วัดพระแก้ว พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ภูเขาทอง ฯลฯ เมื่อราวสิบกว่าปีที่แล้วได้มีข่าวใหญ่ข่าวหนึ่งเกิดขึ้นในเกาะแห่งนี้ เมื่อคณะกรรมการเกาะรัตนโกสินทร์ตัดสินใจทุบ "ศาลาเฉลิมไทย" เพื่อเปิดมุมมองทางเข้าเกาะรัตนโกสินทร์จากสะพานผ่านฟ้าลีลาศ เข้าสู่ "โลหะปราสาท" แล้วไอ้เจ้าศาลาเฉลิมไทยนี้มันไปบังอยู่พอดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คณะกรรมการฯ ใช้เกณฑ์ในการทุบศาลาเฉลิมไทยโดยมองลำคับความสำคัญทางศิลปสถาปัตยกรรม และประวัติศาสตร์ และเนื่องจากโลหะปราสาทนั้นเหลืออยู่เพียงสามที่ในโลกแล้ว ศาลาเฉลิมไทยที่มีความสำคัญน้อยกว่าจึงต้องหลีกทางแต่โดยดี ถึงแม้ว่าศาลาเฉลิมไทยจะเป็น "ชุดตึกแถว" ที่มีศาลาเฉลิมไทยและโรงแรมรัตนโกสินทร์ เป็นหัว-ท้ายของชุด ที่อยู่บนถนนราชดำเนินก็ตาม และการทุบนี้ก็คือ"การถูกกุดหัว" นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องนี้นั้นไม่ได้เกิดขึ้นโดยดุษฎีแน่นอน มีหลายฝ่ายออกมาคัดค้านไม่เห็นด้วยต้อการรื้อศาลาเฉลิมไทย เพราะเฉลิมไทยนั้นเป็นหนึ่งในความทรงจำร่วมของผู้คนอย่างกว้างขวาง สร้างตัวแบบของผู้คนตั้งแต่ มิตร ชัยบรรชา จนถึง สรพงษ์ ชาตรี ซึ่งฝ่ายคัดค้านชูประเด็นเรื่อง "ความหมายของสถานที่" ไม่ใช่ความสำคัญทางสถาปัตยกรรม (เพราะคงทราบว่าแพ้แน่นอน) ผมมองเรื่องนี้เป็นการแย่งกันนิยามอัตลักษณ์ของสองกลุ่ม คือ ระหว่างเจ้านายกับสามัญชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โลหะปราสาทนั้นเป็นส่วนหนึ่งของวัดราชนัดดา ซึ่งเป็นวัดประจำรัชกาลที่สาม ซึ่งหากมองให้ทั่วเกาะรัตนโกสินทร์ก็จะพบว่าไม่มีอาคารสมัยรัชกาลที่สามโผล่มาใน scene เลย ถ้าหากไม่เอาศาลาเฉลิมไทยออก เรื่องนี้นอกจากจะแย่งนิยามกับศาลาเฉลิมไทยแล้ว ยังเป็นการช่วงชิงพื้นที่ความทรงจำของเกาะรัตนโกสินทร์มาจากรัชกาลอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็น วัดพระแก้ว สนามหลวง จนลามไปถึงพระที่นั่งอนันตสมาคมเลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/SeaGhost-co-th-com-0412170904.jpg"&gt;&lt;img style="CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/320/SeaGhost-co-th-com-0412170904.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้ามองเข้าไปในตรอกซอกซอย ก็จะพบเช่นกันว่า ไม่เพียงแต่สถาปัตยกรรมแบบ elite จำพวกวัดๆ วังๆ ของเจ้านายและขุนนางจะแย่งกันสร้างวาทกรรมความหมายของสภาพแวดล้อมเท่านั้น แต่ชุมชนชาวบ้านก็ต้องนิยามตัวเองด้วย เพราะไม่งั้นก็จะถูกดันตกขอบออกไปจากเกาะรัตนโกสินทร์ได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นกรณีการไล่รื้อชุมชนหลังป้อมพระกาฬ และชุมชนภาณุรังษีที่กำลังจะตามมา โดยให้เหตุผลที่ว่าเป็นทัศนอุจาดต่อการท่องเที่ยว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็มีบางพื้นที่นะครับที่ชาวบ้านธรรมดานิยามพื้นที่ของตัวเองขึ้นมาได้ ผมนึกออกกรณีเดียวคือ "ตรอกข้าวสาร" แต่อันที่จริงไม่ใช่กรณีศึกษาที่ถือว่าประสบความสำเร็จหรือให้คุณค่าในการเรียนรู้เรื่องการสร้างนิยามมากนัก (ในความคิดของผม) เพราะตรอกข้าวสารช่วงชิงพื้นที่นิยามมาแบบฟลุ๊คๆ เพราะไปทาบพอดีกับนโยบายการท่องเที่ยว ที่เผอิญคนรู้จักกันทั่วโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ว่าแต่ว่าวันนี้ถ้าพูดถึงเกาะรัตนโกสินทร์แล้วคุณนึกถึงอะไรเป็นสิ่งแรก !!!!&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14602448-112664800074894002?l=post-metropolis.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://post-metropolis.blogspot.com/feeds/112664800074894002/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14602448&amp;postID=112664800074894002&amp;isPopup=true' title='13 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112664800074894002'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112664800074894002'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://post-metropolis.blogspot.com/2005/09/blog-post_13.html' title='นิยามเกาะรัตนโกสินทร์'/><author><name>Nattawut</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08969496439211689910</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/chr_yoshitsune_1969.jpg'/></author><thr:total>13</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14602448.post-112627286339302695</id><published>2005-09-09T06:33:00.000-07:00</published><updated>2005-09-15T11:39:39.166-07:00</updated><title type='text'>ปกิณกะเรื่องเบียร์</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;คิดว่าไหนๆ ก็อยู่เมืองเบียร์แล้ว ผมคิดว่าน่าจะเขียนถึงเกร็ดความรู้เรื่องเบียร์ซักเล็กน้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่บอกว่าเล็กน้อยเพราะมันน้อยจริงๆ ครับ เพราะความรู้ ความชำนาญเรื่องเบียร์นั้นไหลเข้าสู่สังคมไทยมานานแล้ว ถึงขนาดร่ำๆ ว่าจะเข้าตลาดหุ้นกันเลยทีเดียว ถ้าจะไม่เรียกว่าการทำเบียร์ไม่ก้าวหน้าก็คงจะพูดได้ไม่เต็มปากนัก ดังนั้นที่ผมจะเล่าให้ฟังคงไม่ใช่เกร็ดความรู้เรื่องการทำเบียร์แน่ๆ แต่เป็นเรื่องชนิดของเบียร์ต่างหาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าใครที่เคยดื่มเบียร์สัญชาติไทย ไม่ว่าจะเป็น สิงห์ ลีโอ ช้าง ไท ทั้งดีกรีหนักและเบา รวมถึงเบียร์สัญชาตินอก เช่น ไฮเนกเก้น คาร์ลสเบิร์ก คลอสเตอร์ หรือพูดง่ายๆ คือเบียร์สำเร็จบรรจุขวด ทั้งหมดนี้เรียกรวมกันว่า Lager beer ครับ พูดอีกอย่างก็คือเบียร์ที่เรากินกันนั้นไม่ว่าจะเปลี่ยนชื่อยี่ห้ออย่างไรก็แล้วแต่คือเบียร์ชนิดเดียวกันหมด นั่นก็คือใช้กรรมวิธีที่เขาเรียกว่า Bottom fermentation ในการผลิต ส่วนจะมีที่แปลกออกมาก็นิดหน่อย เช่น Guiness เบียร์ดำซึ่งถือว่าเป็นเบียร์ชนิดพิเศษ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนในเยอรมันนั้นมีเบียร์อื่นๆ หลากหลายชนิดให้เลือกดื่มอีกมากมายกว่านี้มาก แต่คนเยอรมันนั้นแทบจะไม่กิน Lager beer เลยครับ (แถวที่ผมอยู่ไม่ค่อยเห็นคนดื่ม แต่ที่อื่นอาจจะนิยม) เค้าจะเอาไว้ส่งออกเป็นส่วนมาก คนที่นี่มันกินเบียร์จนเกือบจะเหมือนน้ำเปล่า เขาจะนิยมกินเบียร์ประเภทเดียวกับ Lager beer ที่เรียกว่า "Pilsner" หรือ "Pils" (ทางภาคใต้นิยมดื่มเบียร์อีกชนิดหนึ่งเรียกว่า "Hells") ผมไม่ทราบว่ากรรมวิธีในการผลิตของเบียร์สองชนิดนี้ต่างกันอย่างไร แต่รู้ว่าต่างแน่โดยที่ Pils นั้นผ่านการ fermentation ที่นานกว่า Lager แต่ทั้งคู่นั้นเอายีสต์ออกจากเบียร์หมดจนเห็นเป็นน้ำใสๆ สีเหลืองทอง และส่วนมากนั้นใช้ดอกฮอบ (Hopfen) เป็นวัตถุดิบยืนพื้นในการผลิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/weizen.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/weizen.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; นอกจากนี้ยังมีเบียร์อีกชนิดที่รสอ่อนและหอมหวานกว่าที่คนเยอรมันนิยมดื่ม เรียกว่า "Weizen" ผมเคยไปตามโรงเบียร์บ้านเราก็พบว่ามีเบียร์ชนิดนี้เหมือนกัน แต่บ้านเราเรียก เบียร์ผลไม้ ซึ่งจริงๆ แล้ว Weizen beer นั้นทำมาจากข้าวสาลีนะครับ ไม่ได้ทำจากผลไม้แต่อย่างใด เสน่ห์ของ Weizen คือจะมีกลิ่นหอมชวนดื่มมากกว่า Pils และก็จะขุ่น ไม่ใสปิ๊ง เพราะทิ้งยีสต์ให้แขวนลอยไปกับตัวเบียร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เบียร์ชนิดพิเศษอื่นๆ ก็มีอีกมากนะครับ ไม่ว่าจะเป็น Alt beer (old beer), Malz beer (Malt beer) ตลอดจนถึงเบียร์ที่ทำกินขายกันเองเองเฉพาะบางพื้นที่ แต่ที่แน่ๆ แต่ละเมืองนั้นแทบจะมี Brand เบียร์ของตัวเองทั้งสิ้น (มีเบียร์ในประเทศนี้เป็นร้อยๆ ยี่ห้อ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอดีกลางเดือนนี้จะเป็นงานเทศกาลเบียร์ระดับโลกที่เมืองมิวนิก ซึ่งจัดเป้นประจำทุกปี ที่รู้จักกันดีในนามของ งาน &lt;a href="http://www.oktoberfest.de/"&gt;Oktoberfest &lt;/a&gt;โดยเกร็ดย่อๆ ของงานนี้ก็คือเมื่อช่วงศตวรรษที่ 18-19 (ไม่แน่ใจ) สมัยที่แคว้นบาวาเรีย (รัฐบาเยิร์น) ยังไม่เป็นประเทศเยอรมันอย่างทุกวันนี้ ชาวแคว้นได้เฉลิมฉลองที่กษัตริย์ (ไม่แน่ใจว่า Max หรือ Ludwig) ทรงอภิเษกสมรส สร้างความยินดีแก่พสกนิกรเป็นอันมาก พอครบรอบวันอภิเษกสมรสจึงได้มีการเฉลิมฉลองสืบเนื่องต่อมาเป็นธรรมเนียมจนกลายเป็น Oktoberfest อย่างที่เข้าใจในปัจจุบัน แต่ก่อนมันจะเริ่มตรงกับเดือนตุลาคม แต่เนื่องจากปัจจุบันฤดูใบไม้ผลิมาเร็วขึ้นทำให้ต้องเริ่มเร็วขึ้นไปด้วยเพราะไม่อย่างนั้นจะหนาวเกินไป แต่จัดให้งานไปเลิกเอาต้นเดือนตุลาเพื่อให้ยังพูดได้ว่าเป็น Oktoberfest อยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ถ้าท่านได้มีโอกาสไปร่วมงาน Oktoberfest แล้วล่ะก็ ลองกระซิบถามฝรั่งคนข้างๆ ท่านในโรงเบียร์ว่าเขามาจากไหน ถ้าเขาบอกว่าเป็นคนมิวนิกแล้วล่ะก็ เชิญท่านมาเตะตูดผมได้เลย เพราะคนมิวนิกจะไม่ออกมากินเบียร์ช่วงนี้เนื่องจากราคาเบียร์จะแพงมหาศาลต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างเราๆ (รู้สึกว่าจะลิตรละ 6-7 ยูโร) บรรยากาศโรงเบียร์นั้นไม่เหมือนกับบ้านเราเท่าไหร่นะครับ เค้าจะนั่งม้ายาวๆ แบบเก้าอี้โรงอาหารอย่างนั้นแหละ เปิดให้กินกันตั้งแต่สิบโมงเช้าจนถึงตีหนึ่ง ใครยังไม่สาแก่ใจก็ไปกินต่อเองตามสวน หรือสถานีรถไฟ และเบียร์ในงานก็มีขนาดเดียวครับ คือ แก้วละลิตร แปลว่ากินสามแก้วก็สามลิตรครับ&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่มีอะไรเป็นสาระมากนักหรอกครับ เล่าสู่กันฟังเฉยๆ  ถ้าใครมีโอกาสไปโรงเบียร์บ้านเรา ลองสังเกตดูนะครับว่ามี Pilsner ขายหรือเปล่า ถ้ามีก็ลองสั่งมานะครับ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/IMG_0596.jpg"&gt;&lt;img style="CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/400/IMG_0596.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14602448-112627286339302695?l=post-metropolis.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://post-metropolis.blogspot.com/feeds/112627286339302695/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14602448&amp;postID=112627286339302695&amp;isPopup=true' title='9 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112627286339302695'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112627286339302695'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://post-metropolis.blogspot.com/2005/09/blog-post_09.html' title='ปกิณกะเรื่องเบียร์'/><author><name>Nattawut</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08969496439211689910</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/chr_yoshitsune_1969.jpg'/></author><thr:total>9</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14602448.post-112601727699123316</id><published>2005-09-06T07:34:00.000-07:00</published><updated>2005-09-07T06:00:02.686-07:00</updated><title type='text'>Verliebt in Berlin</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN0568.jpg"&gt;&lt;img style="CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/400/DSCN0568.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;เบอร์ลินเป็นเมืองหลวงของประเทศเยอรมัน ประกอบไปด้วยประชากรราว 3 ล้านกว่าคน และเป็นเมืองที่ผมชอบมากที่สุดในประเทศนี้ เหตุเพราะเมืองนี้มีอะไรหลายอย่างที่คล้ายๆ กรุงเทพฯ (อย่างน้อยก็เป็นเมืองหนึ่งที่เมื่อดึกๆ แล้วยังหาอะไรกินได้ง่าย)ผมเลยอยากเขียนถึงเป็นเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ เผื่อมีผู้ไม่รู้จักเมืองนี้เหมือนอย่างผมตอนมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ ใครรู้แล้วก็ข้ามๆได้นะครับ ไม่ต้องอ่าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในสมัยที่เยอรมันยังไม่รวมประเทศนั้น เบอร์ลินถูกแบ่งเป็นสองส่วนคือเบอร์ลินตะวันตกที่เป็นของเยอรมันตะวันตกเดิม และเบอร์ลินตะวันออกที่เป็นของเยอรมันตะวันออกเดิม ผมเคยสงสัยมาตลอดว่ากำแพงเบอร์ลินนั้นแบ่งประเทศนี้ออกเป็นสองส่วนได้อย่างไร เพราะตอนแรกผมคิดว่ามันเหมือนกำแพงเมืองจีน ที่เป็นกำแพงยาวไปเรื่อยๆ และแบ่งเบอร์ลินออกเป็นสองส่วนคือตะวันตกและตะวันออก ทำให้ผมสับสนว่ากำแพงนี้จะกันคนสองประเทศไม่ให้ข้ามไปมาหากันได้อย่างไร เพราะเบอร์ลินตะวันตกนั้นก็ถูกห้อมล้อมด้วยส่วนที่เป็นเยอรมันตะวันออกเดิมทั้งหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงๆ แล้วกำแพงเบอร์ลินไม่ได้เป็นกำแพงยาวๆ แบบที่ผมคิด แต่เป็นกำแพงล้อมรอบเป็นครึ่งรูปวงกลม ที่กันส่วนเบอร์ลินตะวันตกเอาไว้ไม่ให้คนฝั่งตะวันออกไหลเข้ามา (คนฝั่งตะวันตกนั้นคงไม่เข้าไปในฝั่งตะวันออกเพราะยากจนกว่ามาก) เปรียบเทียบง่ายๆ คือเบอร์ลินตะวันตกนั้นเปรียบเสมือนไข่แดงในวงล้อมไข่ขาว โดยคนฝั่งตะวันตกจะเข้าไปในเบอร์ลินตะวันตกได้เพียงทางเดียวคือรถยนต์ที่วิ่งบนทางด่วนที่คนไม่สามารถเข้าไปได้เลย เปรียบง่ายๆ ก็เหมือนหลอดเลือดจากเยอรมันตะวันตกเดิมพุ่งสู่เบอร์ลินตะวันตก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำไมประเทศนี้ถึงเคยแบ่งเป็นสองส่วนนั้น ก็เพราะเมื่อสิ้นสงครามโลกครั้งที่สอง เยอรมันเป็นประเทศแพ้สงครามอย่างเป็นทางการโดยประเทศคู่กรณีกับเยอรมันทั้งสี่ประเทศ ประกอบด้วย อเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และ รัสเซีย ได้เข้าไปดูแลและกำหนดทิศทางให้ประเทศนี้ภายใต้สนธิสัญญา Potsdam ว่าเยอรมันต้องทำอะไรบ้างเพื่อฟื้นฟูประเทศ รวมถึงการจำกัดความสามารถด้านการทหารลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เนื่องจากตัวคู่กรณีเองแบ่งเป็นสองฝ่าย คือโลกเสรีนิยม ที่ประกอบด้วย อเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศส และโลกสังคมนิยมโดยฝ่ายรัสเซีย ทำให้สุดท้ายจำต้องแยกประเทศออกเป็นสองส่วนโดยมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่ต่างกัน เยอรมันตะวันตกถือหางโดยฝ่ายเสรีนิยม ส่วนเยอรมันตะวันออกถือหางโดยฝ่ายสังคมนิยม อาจถือว่านี่เป็นจุดกำเนิดของสงครามเย็นก็ว่าได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เบอร์ลินในฐานะที่เป็นเมืองหลวงเดิมก็จึงถูกแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนที่เป็นของเยอรมันตะวันออกก็ถูกยกเป็นเมืองหลวง ในขณะที่ของฝั่งตะวันตกต้องไปตั้งเมืองหลวงใหม่ที่กรุงบอนน์ โดยในสนธิสัญญาระบุว่าเมื่อใดที่เยอรมันทั้งสองรวมกันอีกครั้งนึง เมื่อนั้นจะกลับมาใช้เบอร์ลินเป็นเมืองหลวงตามเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกวันนี้เบอร์ลินนั้นมีประชากรชาวตุรกีมากที่สุด (สงสัยว่าจะมากกว่าชาวเยอรมันเสียอีก) เนื่องจากตอนแพ้สงครามใหม่ๆ ชาวเยอรมันไม่มีแรงงานประชากรมากพอจะฟื้นฟูประเทศได้จึงต้องเชิญชาวตุรกีมาเป็นแรงงานสำคัญ โดยเบอร์ลินตะวันตกนั้นส่วนมากจะมีแต่พวกตุรกีอยู่ พออยู่ๆ ไปก็ออกลูกหลานจนเป็นส่วนหนึ่งของคนเยอรมัน (ฉะนั้นอย่าแปลกใจที่จะเห็นชาวเยอรมันผมดำ หยักศก เพราะพวกนี้คือพวกเติร์กที่มาอยู่จนกลืนเป็นคนเยอรมันไปแล้ว อย่างเช่น มิคาเอล บัลลัค แห่งสโมสรฟุตบอลบาเยิร์น มิวนิก เป็นต้น)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จนวันที่ 3 ตุลาคม 1990 เป็นวันที่เยอรมันรวมประเทศ สัญลักษณ์แห่งสงครามเย็นอย่างกำแพงเบอร์ลินได้พังทลายลง ปิดฉาก 4 ทศวรรษแห่งการพลัดพรากของญาติมิตรและกลับมารวมเป็นครอบครัวเดียวกันอีกครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เบอร์ลินสำหรับผมแล้วเป็นเหมือนวรรณกรรมโพสต์โมเดิร์นที่ถูกเขียนให้กลมกลืนโดยทิ้งรอยขีดฆ่าจางๆ ไว้ตลอด บอกเล่าว่าแต่ก่อนผู้เขียนเคยเขียนอะไรไว้บ้างบนวรรณกรรมเล่มนี้ แม้ว่าหลายอย่างจะเปลี่ยนไปจากสภาพเดิมแล้ว แต่ยังคงดูสับสน ไม่ต่อเนื่อง ไม่เป็นเนื้อเดียว ซึ่งก็เป็นเสน่ห์อีกแบบของเมืองหลวงแห่งประเทศที่มีส่วนก่อและแพ้สงครามโลกทั้งสองครั้ง &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14602448-112601727699123316?l=post-metropolis.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://post-metropolis.blogspot.com/feeds/112601727699123316/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14602448&amp;postID=112601727699123316&amp;isPopup=true' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112601727699123316'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112601727699123316'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://post-metropolis.blogspot.com/2005/09/verliebt-in-berlin.html' title='Verliebt in Berlin'/><author><name>Nattawut</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08969496439211689910</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/chr_yoshitsune_1969.jpg'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14602448.post-112587946304366462</id><published>2005-09-04T17:15:00.000-07:00</published><updated>2005-09-05T00:31:11.240-07:00</updated><title type='text'>The rise and fall of social network</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;&lt;a href="http://www.bowlingalone.com/putnam.php3"&gt;Robert D. Putnam &lt;/a&gt;ศาสตราจารย์ชื่อดังด้านสังคมศาสตร์และสังคมวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้เขียนหนังสือชื่อ Bowling Alone ที่มีฐานจากงานวิจัย โดยชื่อหนังสือเอง สะท้อนให้เห็นการลดลงอย่างฮวบฮาบของทุนสังคมในรอบ 25 ปีของสหรัฐอเมริกา (โดยใช้ดรรชนีหลายๆ อย่างเช่น การร่วมสมาคมต่างๆ การกินข้าวเย็นอย่างพร้อมหน้า เป็นต้น) หรือกล่าวคือ สังคมคนอเมริกันนั้นมีแนวโน้มที่จะมีชีวิตอยู่โดยมีความสัมพันธ์ทางสังคมใดๆ กับผู้อื่นที่ลดลง หรือก็คือมีความเป็นปัจเจกสูงขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันที่จริงแล้วผมเชื่อว่าปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นแทบจะทุกสังคม รวมทั้งในสังคมไทยเองก็ตาม โดยมีดรรชนีที่สำคัญร่วมกันคือการมีระดับของการเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นเมือง (urbanization) ที่สูงขึ้น ส่วนเรื่องระดับการ urbanization จะสัมพันธ์กับการลดลงของทุนสังคมอย่างมีนัยสำคัญมากน้อยแค่ไหนนั้น ผมเองไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดแต่อยากจะทิ้งไว้ให้เป็นข้อสังเกตในเบื้องต้นก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเองนั้นเป็นคนเมืองโดยกำเนิด และตลอดชั่วชีวิตที่ผ่านมานั้น ผมไม่เคยรู้จักกำนันหรือผู้ใหญ่บ้านของผมเลย (ไม่รู้ว่ามีหรือเปล่าด้วยซ้ำ) ชุมชนที่ผมอยู่อาศัยนั้นไม่แน่ว่าจะเรียกชุมชนได้ด้วยซ้ำเพราะเนื่องจากผมไม่เคยเห็นคนแถวบ้านผมจะจัดกิจกรรมอะไรร่วมกันซักกะอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ทอดผ้าป่า งานบวชเพื่อนบ้าน แก้ปัญหาวัยรุ่นร่วมกันของคนในหมู่บ้าน ฯลฯ หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นความสัมพันธ์แบบต่างคนต่างอยู่ รู้จักกันแต่เพียงผิวเผินว่าข้างบ้านเป็นใครก็เท่านั้นเอง (ที่ว่ารู้จักก็เป็นรุ่นแม่ผมด้วยซ้ำ ส่วนตัวผมนั้นไม่รู้จักหรอก)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครับ ที่ผมกล่าวมาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างละแวกบ้าน (neighborhood)หากสังคมใดหรือชุมชนใดๆ มีกิจกรรมแบบที่ผมว่านั้น เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติอย่างที่แถวบ้านผมไม่มีแล้วล่ะก็ ในทางทฤษฎีทุนสังคม เค้าถือว่าชุมชนนี้มีทรัพยากร (resource) ชนิดหนึ่งที่ประกอบไปด้วยองค์ประกอบอย่างน้อยสองอย่างคือ "ความไว้เนื้อเชื่อใจ" (mutual trust) และ "เครื่อข่ายความสัมพันธ์" (network)โดยทางวิชาการเรียกทรัพยากรแบบนี้ว่า ทุนสังคม (social capital)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ถ้าสังคมใดไม่มีทุนสังคมก็ไม่ได้หมายความว่าสังคมนั้นจะล่มสลายลงไปหรอกครับ อย่างกรณีแถวบ้านผมก็จัดได้ว่าไม่มี ผู้คนก็อยู่อย่างปกติดีเพราะแต่ละบ้านมีทุนรูปแบบอื่นในการดำรงชีวิต เช่น เงินในบัญชี ที่ดิน พันธบัตรรัฐบาล ใบหุ้น ฯลฯ แต่ก็เป็นความสัมพันธ์แบบที่เรารู้ๆ กันอยู่คือ แยกตัวโดดเดี่ยว เป็น unit ทางสังคมที่วางอยู่บนพื้นที่เดียวกันโดยไม่มีความเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน เนื่องจากมีปัจเจกสำนึกที่สูง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/pre-131.JPG"&gt;&lt;img style="CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/400/pre-13.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;แต่ไม่ได้หมายความทุกชุมชนเมืองจะเป็นเช่นนี้นะครับ เพราะอย่างน้อยมีชุมชนแห่งหนึ่งในเมืองที่ trust และ network เป็นทรัพยากรสำคัญให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ ประสบการณ์บอกผมว่าสิ่งนี้มีอยู่อย่างน้อยก็ในชุมชนแออัดทั่ว กทม. เพราะชาวชุมชนแออัดนั้นโดยมากเป็นผู้ที่ย้ายถิ่นมาจากที่อื่น "เครือข่าย" จึงสำคัญมากในฐานะทรัพยากร คิดง่ายๆ ว่า พอเดินออกจากหัวลำโพงแล้ว ถ้าไม่มี "คนบ้านเดียวกัน" อยู่ก่อนแล้ว เขาหรือเธอที่มีทุนส่วนตัวอยู่น้อยนิด ก็จะมีค่าใช้จ่ายมากกว่าการไปอาศัยอยู่กับคนรู้จักชั่วคราวก่อนอย่างแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าชนชั้นกลางจะถูกแปลกแยกออกไปนะครับ เพราะชนชั้นกลางนั้นก็มีเครือข่ายเช่นกัน แต่เป็นเครือข่ายที่ไม่สัมพันธ์กับพื้นที่ เช่น สมาคม ชมรม กลุ่มผู้นิยม ฯลฯ นั่นคือชนชั้นกลางมีสำนึกและมีทรัพยากรเรื่องประเด็น เช่นเรื่องสิ่งแวดล้อม การคุ้มครองผู้บริโภค ฯลฯ แต่ไม่อำนาจต่อรองใดๆ เชิงพื้นที่ ถ้าราชการจะเวนคืนหมู่บ้านของชนชั้นกลางนั้นทำได้ไม่ยาก แค่จ่ายเงินให้ทีละบ้านก็แทบจะเรียบร้อย เพราะเครือข่ายความสัมพันธ์อ่อนแรงเกินกว่าจะต่อต้านขัดขืนได้ แต่เรื่องเดียวกันนั้นหน่วยราชการแทบไม่เคยทำได้สำเร็จกับการไล่รื้อชุมชนแออัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอจะเห็นพลังของเครือข่ายหรือยังครับ อันที่จริงแล้วทั้งเครือข่ายเชิงพื้นที่แบบชาวชุมชนแออัด (อาจกว่าได้ว่าเป็นแบบจำลองของชุมชนชนบทในเมือง) และเครือข่ายชูประเด็นแบบชนชั้นกลางนั้นสำคัญทั้งสิ้นครับ เพราะต่างฝ่ายก็ให้สำนึกของสังคมร่วมกัน ที่น่าสนใจคือทำอย่างไรให้ความสัมพันธ์ทั้งสองแบบเกิดขึ้นพร้อมๆ กันในสองสังคม แค่คิดก็สนุกแล้วครับ&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14602448-112587946304366462?l=post-metropolis.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://post-metropolis.blogspot.com/feeds/112587946304366462/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14602448&amp;postID=112587946304366462&amp;isPopup=true' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112587946304366462'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112587946304366462'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://post-metropolis.blogspot.com/2005/09/rise-and-fall-of-social-network.html' title='The rise and fall of social network'/><author><name>Nattawut</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08969496439211689910</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/chr_yoshitsune_1969.jpg'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14602448.post-112551022676382560</id><published>2005-08-31T09:35:00.000-07:00</published><updated>2005-09-03T23:39:32.213-07:00</updated><title type='text'>ว่าด้วยการอนุรักษ์</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;วันพรุ่งนี้จะเป็นวันครบรอบ 15 ปีแห่งการจากไปของคุณ &lt;a href="http://www.seub.or.th/"&gt;สืบ นาคะเสถียร&lt;/a&gt; ผู้จุดประกายการอนุรักษ์ธรรมชาติและสัตว์ป่าอย่างมีนัยสำคัญให้เกิดขึ้นแก่สังคมไทย ผมเลยอยากเขียนถึงเรื่องการอนุรักษ์ซักนิดนึง แต่เนื่องจากผมยังไม่มีประเด็นจะเขียนถึงเรื่องนี้เท่าไหร่ จึงขออนุญาตเขียนถึงเรื่องการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมแทนแล้วกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาเข้าจริงๆแล้ว เรื่องการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมนั้นผมก็ไม่มีความรู้เป็นระบบอะไรมากนัก ความรู้ที่ดีที่สุดของผมก็ได้มาจากการฝึกงานสมัยเป็นนักเรียนสถาปัตยกรรมตอนปีสี่นั่นแหละ ที่เขียนเรื่องนี้เพราะนึกถึงบทสนทนากับน้องไอซ์ (นามสมมติ) สมัยที่ยังอยู่เมืองไทยเมื่อราวสองปีก่อนขึ้นมาได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN7242.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/DSCN7242.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; น้องไอซ์เป็นนักศึกษาปริญญาโทด้านการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมโดยตรง ซึ่งแกมีความสนใจการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมโครงสร้างไม้เป็นพิเศษ โดยแกเล่าให้ผมฟังว่าวิธีคิดเรื่องการอนุรักษ์ของตะวันตกกับตะวันออก (อันที่จริงแกหมายถึงในญี่ปุ่น)นั้นแตกต่างกัน แกบอกว่าฝรั่งนั้นคำว่าอนุรักษ์ในความมุ่งหมายแรกหมายถึงการทำให้สถาปัตยกรรมนั้นคงสภาพแบบที่มันเป็นมาในอดีตให้มากที่สุด หรือที่เรียกว่า preservation หรือหากสถาปัตยกรรมนั้นเสื่อมสภาพก็มีแนวทางบูรณะหลายแบบตั้งแต่ซ่อมแซม ต่อเติมให้เหมือนของเดิม หรือถ้ามันพังทลายจนเกือบหมดสิ้นแล้วก็ได้แก่การสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมดด้วยเทคนิควิธีการที่มีในปัจุบัน โดยอาศัยหลักฐานทางประวัติศาสตร์เป็นเกณฑ์ ที่กล่าวมานี้นั้นส่วนมากเป็นกรณีของสถาปัตยกรรมที่ป็นโบราณสถานในลักษณะ Monumental ส่วนในกรณีของอาคารที่ยังคงมีการใช้งานอยู่นั้น สามารถทำได้โดยอาจเปลี่ยนการใช้งานให้สอดคล้องกับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน ที่เรียกวิธีการนี้ว่า Addaptive re-use อย่างในกรณีที่เอาบ้านคุณพระสมัยก่อนมาปรับเป็นร้านอาหารหรือพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านโดยคงสภาพกายภาพภายนอกไว้คงเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนในการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมแบบตะวันออกนั้น แกยกกรณีของในประเทศญี่ปุ่น ว่าในประเทศญี่ปุ่นนั้นไม่มีอาคารเก่าแก่แบบที่สร้างมาแล้ว 400-500 ปีหรอก เพราะญี่ปุ่นนั้นเมื่ออาคาร (จำพวกบ้านเรือน ปราสาทราชวัง) เก่าหรือเสื่อมสภาพลงเขาก็จะรื้อมันทิ้งแล้วสร้างใหม่ทั้งหมด ดังนั้นสถาปัตยกรรมรูปแบบโบราณยังไงก็ดูใหม่เสมอ ผมเคยคุยเรื่องนี้กับ ฮิโระ (นามสมมติ) บัณฑิตจากรั้วโทได เพื่อนชาวญี่ปุ่นร่วม Institute ก็ให้การยืนยันตรงกับน้องไอซ์ว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ ฮิโระเสริมว่าคนญี่ปุ่นนั้นไม่ค่อยสนใจอดีตเท่าไหร่ (คือไม่ได้คิดว่าเราต้องกลับไปหาอดีตอันรุ่งโรจน์) แต่จะให้ความสำคัญกับสิ่งที่เป็น norm ของสังคมอย่างมาก ผมเข้าใจเอาว่าถ้าคนส่วนมากสืบทอด norm จากรุ่นสู่รุ่นแล้ว จึงไม่น่าแปลกที่ญี่ปุ่นสามารถผสานความเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับจารีตไว้ได้อย่างเข้มแข็ง (ปล จริงๆ มันคงสะท้อนภาพการอนุรักษ์ได้แค่บางส่วนเพราะเป็นปากคำของชาวญี่ปุ่นเพียงคนเดียว แถมเป็นลูกหลานซามูไรอีกต่างหาก เลยให้แง่มุมที่จำกัดระดับหนึ่ง ซึ่งผมไม่มีทางเลือกอะไรมาก ก็ได้แต่เชื่อๆ ไปก่อน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องนี้ออกจะทำให้ผมแปลกใจนิดหน่อย แต่ก่อนที่จะถามอะไรมากไปกว่านั้น น้องไอซ์ก็เสริมว่าที่ญี่ปุ่นทำเช่นนี้เพราะมีเหตุผลอย่างน้อยสองประการ คือ ประการแรกเนื่องจากวัสดุการก่อสร้างส่วนใหญ่เป็นไม้ ทำให้อายุการใช้งานไม่ยาวนานมากนักจึงไม่สามารถอนุรักษ์ตามแนวทางแบบฝรั่งอย่างได้ผลดี (ส่วนมากสถาปัตยกรรมตะวันตกจะทำจากหิน ที่มีความคงทนถาวรมากกกว่าไม้) แต่เหตุผลประการที่สองนั้นน่าสนใจอย่างยิ่ง คือเพื่อให้เกิดการอนุรักษ์ช่างฝีมือในการก่อสร้าง เพราะจะอนุรักษ์ช่างฝีมือไว้ได้นั้นก็ต้องให้เกิดการปฏิบัติจริงอย่างสม่ำเสมอ เขาถึงได้รื้อแล้วสร้างใหม่อยู่เรื่อยๆ เพราะนอกจากทำให้เกิดงานอาชีพแล้วยังสามารถรักษาเทคนิควิธีการก่อสร้างแบบโบราณไว้ได้อย่างดี หมายความว่าความหมายของการอนุรักษ์ของคนญี่ปุ่นนั้นกินความมากไปกว่าการักษาของเก่าที่ไม่มีอยู่จริงในชีวิตประจำวันจึงต้องรักษาไว้ แต่หากเป็นเรื่องปกติในชีวิตอยู่เอง หรือถ้าพูดแบบฮิโระก็คือ มันก็แค่ความพยายามรักษา norm เอาไว้เท่านั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN1256.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/DSCN1256.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ผมกลับมานั่งคิดย้อนเรื่องการอนุรักษ์อาคารในประเทศไทย ก็พบว่าเรานั้นมีการอนุรักษ์แบบที่กรมศิลปากรทำ(ผมคิดว่าเป็นการอนุรักษ์ที่เป็นแนวคิดแบบตะวันตก) คือการอนุรักษโบราณสถาน เช่นพวกตำหนัก สถูป เจดีย์ อันที่จริงก็เป็นเรื่องไม่แปลกอะไรเพราะอาคารเหล่านี้ส่วนมากเป็นอิฐมอญและปูนปั้น แนวทางนี้ก็ยังสำคัญและมีคุณค่าอยู่ในตัวมันเอง ในขณะที่เมื่อมองไปอีกด้านเราก็พบว่าเรามีอาคารเรือนไม้มากมายแบบที่ญี่ปุ่นมีเช่นกัน แต่เมื่อสำรวจแล้วก็ใจหายเพราะจะพบว่าสกุลช่างไม้เราแทบจะสูญพันธ์ไปหมดแล้ว เนื่องจากเหตุผลหลายๆ อย่างทั้งด้านค่านิยม (ที่บ้านไม้ดูฐานะยากจนกว่าบ้านตึก) ตลอดจนถึงสถานการณ์ป่าไม้ในบ้านเรา ช่างฝีมือที่เคยปลูกเรือนให้คุณพระหรือเจ้าพระยาในอดีต เมื่อคุณพระย้ายมาอยู่ตึก แกก็ตกงานสิครับ เมื่อไม่ได้ทำงานความรู้ ความชำนาญก็ต้องล้มหายไป เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะสกุลช่างที่รับใช้ศักดินานะครับ ในระดับชาวบ้านเช่นพวกเรือนเครื่องผูก ก็เห็นว่าบางตาไปมากเช่นกัน จนตอนนี้เราแทบจะต้องไปดูเรือนไทยในพิพิธภัณฑ์กันแล้ว (เหมือนอย่างที่สวนสัตว์ทำหน้าที่อนุรักษ์สัตว์ที่ไม่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน) สารภาพว่าผมออกจะอิจฉาคนญี่ปุ่นที่ทำเรื่องการอนุรักษ์เป็นเรื่อง Everydayness ไม่ใช่เรื่อง Agenda อย่างที่หลายประเทศประสบปัญหา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การอนุรักษ์ (ในระดับชาวบ้าน) นั้นไม่น่าใช่การดองไข่เค็มแน่ๆ กล่าวคือไม่ใช่การทำให้มันคงสภาพแบบยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม หรือคงรูปเดิมให้มากที่สุด อย่าไปยุ่งกับมันเด็ดขาดอะไรทำนองนี้ แต่น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะสถาปัตยกรรมระดับชาวบ้าน (สถาปัตยกรรมแบบเจ้านายนั้นหลุดออกไปจากเงื่อนไขบริบททางสังคมไปนานแล้ว จึงต้องใช้แนวทางอนุรักษ์แบบที่กรมศิลปากรทำหรือเน้น) เหมือนกับที่วิธีอนุรักษ์ภาษาไทยที่ดีที่สุดคือการใช้มันบ่อยๆ ไม่ใช่การอัดเทปเก็บเอาไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงแม้ว่ากรมศิลปากรจะไหวตัวแล้วกับวิกฤตอันนี้ เพราะที่ผ่านมาได้ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์แต่โบราณสถานมาโดยตลอด แต่ก็ออกจะช้าไปสักหน่อยแล้ว อย่างไรก็ตามก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;กลไกตลาดนี่มันอานุภาพร้ายแรงจริงๆ พับผ่าสิ แถมไม่เคยไม่เคยสนใจเรื่องให้คุณค่า ตัวตน และอัตลักษณ์ใดๆ ทั้งสิ้นอีกด้วย &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ได้แต่หวังว่าการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมไทยนั้นจะไม่เป็นเหมือนการสร้างสวนสัตว์แห่งใหม่ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วต่อให้มีคุณสืบอีกกี่คนก็คงไม่พอแน่ๆ &lt;/div&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล รูปบนคือ Porta Nigra สถาปัตยกรรมโรมันที่แผ่อำนาจเข้าไปในเยอรมัน ตั้งอยู่ที่เมือง &lt;a href="http://redaktion.trier.de/praefectus/trier?set_tourismushttp://www.trier.de/tourismus/sehenswertes/porta.htm"&gt;Trier&lt;/a&gt; บ้านเกิดของ &lt;a href="http://www.marxists.org/"&gt;Karl Marx&lt;/a&gt; (เอาไว้โอกาสหน้าจะเขียนถึงเรื่องนี้นะครับ) ส่วนรูปข้างล่างคือเจดีย์วัดเจ็ดยอดที่เชียงใหม่ครับ &lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14602448-112551022676382560?l=post-metropolis.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://post-metropolis.blogspot.com/feeds/112551022676382560/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14602448&amp;postID=112551022676382560&amp;isPopup=true' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112551022676382560'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112551022676382560'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://post-metropolis.blogspot.com/2005/08/blog-post_112551022676382560.html' title='ว่าด้วยการอนุรักษ์'/><author><name>Nattawut</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08969496439211689910</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/chr_yoshitsune_1969.jpg'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14602448.post-112526665393712618</id><published>2005-08-28T14:15:00.000-07:00</published><updated>2005-09-01T00:27:01.543-07:00</updated><title type='text'>Everything goes</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;ในการสัมมนาโต๊ะกลมของ &lt;a href="http://www.uni-kassel.de/fb6/AEP/"&gt;Institute ผมเอง&lt;/a&gt;ครั้งที่ผ่านมานั้น เพื่อนชาวเยอรมันคนหนึ่งได้เสนอหัวข้อวิจัยว่าด้วยเรื่อง Landscape planning ในประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยผสานแนวคิดเรื่อง "Everything goes" เข้ากับ Resource planning เพื่อหาจุดพอดีในการรังสรรค์สภาพแวดล้อมแบบที่ฝรั่งเรียกว่า win-win scenario ที่ทำให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ใครที่ยังไม่ทราบว่า Everything goes คืออะไรเดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในประเทศเนเธอร์แลนด์นั้น หากพูดถึงองค์ความรู้ด้าน planning แล้วอาจกล่าวได้ว่าเป็นต้นแบบของการศึกษาด้านนี้ และมีกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จออกมาเรื่อยๆ หรือเรียกว่าเป็นกระบี่มือหนึ่งทั้งทั่วยุโรป รวมทั้งข้ามไปในสหรัฐอเมริกาด้วย เนื่องด้วยสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ที่เป็นประเทศที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล กอรปกับมีพื้นที่ประเทศไม่ใหญ่มากนัก ทำให้ประเทศนี้ต้องต่อสู้ทั้งกับเงื่อนไขทางธรรมชาติและทรัพยากรที่จำกัด โดยผมเพิ่งได้ทราบว่าประเทศเนเธอร์แลนด์นั้นไม่มี Natural environment ที่เกิดเองตามธรรมชาติหลงเหลืออยู่อีกแล้ว (อันที่จริงในเยอรมันเองก็มีน้อยมากๆแล้ว) กล่าวคือ Landscape environment ทั้งหมดของประเทศนี้เป็น Man-made environment ทั้งสิ้น (ไม่มีพื้นที่ป่าโดยธรรมชาติ ป่าที่มีก็ปลูกขึ้นทั้งหมด อีกทั้งแนวคิดเกี่ยวกับป่าไม้นั้นถูกมองเป็นเรื่องทรัพยากรล้วนๆ หรือพูดอีกอย่างคือปลูกป่าเพื่อตัดไม้ขาย)เพราะด้วยทรัพยากรที่มีจำกัดและปัญหาทางภูมิศาสตร์ ซึ่งถ้าไม่จัดการแล้วปล่อยให้อะไรต่อมิอะไรเกิดขึ้นตามยถากรรมแล้ว นั่นคงถึงขนาดต้องสิ้นชาติกันเลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN3374.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/DSCN3374.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ทีนี้หนึ่งในกรณีศึกษาของเพื่อนผมนั้น เป็นพื้นที่ว่างเปล่าที่ถูกทิ้งร้างขนาดประมาณ 50 ตารางกิโลเมตรที่ตั้งอยู่ริมทะเล ที่เดิมรัฐบาลตั้งใจให้เกิดนิคมอุตสาหกรรม แต่ต้องพับโครงการไปเนื่องจากปัญหาทางเศรษฐกิจในประเทศเมื่อราวสามสิบปีที่แล้ว ทีนี้พื้นที่นี้เนี่ยเมื่อผ่านไปประมาณสิบปี ได้มีนักพฤกษศาสตร์พบว่าพืชพันธ์และสัตว์ต่างๆ ที่เกิดในพื้นที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมาก จนต่อมาได้มีการทดลองปล่อยน้ำทะเลเข้ามาแล้วสูบออก สลับกันไป (แบบนิเวศวิทยาป่าชายเลน) ซึ่งผลการทดลองพบว่าทำให้มีระดับความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ที่สูงปรี้ด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดามากๆ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาอยู่เองที่ของธรรมดาในวัฒนธรรมหนึ่งกลับเป็นของไม่ธรรมดาในอีกวัฒนธรรม อย่างที่การกินข้าวต้มโต้รุ่งนั้นถือเป็นเรื่องธรรมดาในบ้านเรา (ฝรั่งออกจะตกใจกับเรื่องนี้เล็กน้อย เพราะสองทุ่มก็ผีหลอกแล้ว) หรือการที่รถ Taxi ของที่นี่มี GPS (Geographic Positioning System) ติดรถแทบทุกคัน (ผมเห็นครั้งแรกก็ได้แต่อึ้ง) อย่างไรก็ดีเชื่อไหมว่าเรื่องนี้ถึงขนาดเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทาง planning ในเนเธอร์แลนด์ขนานใหญ่ เพราะคนรุ่นปัจจุบันของเนเธอร์แลนด์ไม่เคยมีใครมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ธรรมชาติสร้างมาจริงๆ เนื่องจากเพราะเนเธอร์แลนด์ผ่านประสบการณ์ที่สภาพแวดล้อมนั้นเป็นเรื่องที่มนุษย์ต้องเข้าไปจัดการมาเป็นร้อยปีแล้ว คอนเซปท์ที่ธรรมชาติสร้างสภาพแวดล้อมด้วยตัวเองอย่างในกรณ๊ศึกษาของเพื่อนผมนั้น ฝรั่งเรียกปรากฎการณ์นี้ว่า "Everything goes" หรือแปลเป็นไทยแบบชาวบ้านว่า "อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิดไป" ซึ่งในกรณีนี้นั้นคนเนเธอร์แลนด์พบว่าทำได้ดีกว่าเขามานั่งจัดการเอง จนปัจจุบันพื้นที่แห่งนี้ได้เป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมืองที่ผู้คนชื่นชอบมาก เพราะมันคือธรรมชาติแท้ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่พื้นที่นี้ก็อาจจะต้องหายไปเนื่องจากมันไม่มีมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และถ้าวันหนึ่งโครงการนิคมอุตสาหกรรมพร้อมเมื่อไหร่ก็บอกลาได้เลย เพราะการทิ้งที่ดินไว้เปล่าในประเทศที่ที่ดินมีอยู่น้อยนิดนั้นเป็นเรื่องรับไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง งานวิจัยของเพื่อนผมก็คือความพยายามหาทางสร้างมูลค่าเพิ่มให้พื้นที่อันนี้ให้มันรับใช้ชาวเมืองต่อไปได้ โดยไม่ให้เสียทรัพยากรที่ดินไปเปล่าๆ คิดไปคิดมาฝรั่งมันก็น่าสงสารเหมือนกันนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โลกเรานี่มันชักจะกลับตาลปัตรซะแล้วครับ เพราะของที่ได้มาฟรีๆ อย่างงี้กลับมีราคาแพงอย่างน่าใจหาย ถ้าอีตา David Richardo ผู้ให้กำเนิดทฤษฎี Land economy แกรู้ว่าทฤษฎีแกสร้างโลกทัศน์การมองธรรมชาติ (โลก)แบบแบนแต๊ดแต๋อย่างงี้ก็ไม่รู้แกจะแฮปปี้มั้ย&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14602448-112526665393712618?l=post-metropolis.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://post-metropolis.blogspot.com/feeds/112526665393712618/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14602448&amp;postID=112526665393712618&amp;isPopup=true' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112526665393712618'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112526665393712618'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://post-metropolis.blogspot.com/2005/08/everything-goes.html' title='Everything goes'/><author><name>Nattawut</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08969496439211689910</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/chr_yoshitsune_1969.jpg'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14602448.post-112496511808127709</id><published>2005-08-25T03:09:00.000-07:00</published><updated>2005-08-31T15:20:23.530-07:00</updated><title type='text'>white plastic chair</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;เพื่อนชาวเยอรมันคนนหนึ่งเพิ่งให้ CD เพลงภาษาเยอรมันแก่ผมเป็นของที่ระลึกก่อนเดินทางกลับเมืองไทย เหตุการณ์นี้ทำให้ผมนึกถึงตอนเมื่อปีที่แล้วก่อนมาที่นี่ เพื่อนชาวไทย คือ เจและกอล์ฟ (นามสมมติ) ก็ได้ให้ CD เพลงผลงานของตัวเองแก่ผมมาคนละแผ่น (&lt;a href="http://www.smallroom.co.th/#Scene_1"&gt;Small room &lt;/a&gt;004 กับ Super baker) ผมคงต้องสารภาพว่าไม่ค่อยได้หยิบมาฟังเท่าไหร่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อตอนอยู่เมืองไทย ผมมีวงเหล้าประจำ (ไม่ได้หมายความว่ากินประจำนะ แต่ส่วนมากจะมาลงวงนี้ทุกที) เป็นโต๊ะ เก้าอี้พลาสติกสีขาวอยู่หน้าออฟฟิศสมอลล์รูม เหตุที่เป็นที่นี่เพราะสาเหตุหนึ่งก็ด้วยความใกล้บ้านของสมาชิก และถ้ามาที่นี่อย่างไรคงหาเพื่อนนั่งกินเบียร์ได้ แต่ที่ผมชอบอย่างหนึ่งก็คือการมานั่งคุยกัน เสน่ห์อย่างหนึ่งของวงสนทนาหน้าสมอลล์รูมคือมีคนที่สนใจเรื่องไม่เหมือนกันมานั่งคุยกัน โดยแต่ละคนก็ชอบที่จะสนใจเรื่องคนอื่น ทำให้เกิดการต่อยอดความคิดออกไปได้บ้าง ถึงแม้ว่าจะเป็นแบบงูๆ ปลาๆ ก็ตาม เพราะด้วยเนื่องจากความรู้มากมายที่หาไม่ได้ในตำรา และความคิดดีๆ มักเกิดจากวงสนทนาแบบไม่เป็นทางการเสมอๆ โดยประเด็นที่คุยกันบ่อยๆ ประเด็นหนึ่งก็คือเรื่องดนตรี ส่วนตัวผมเองนั้นไม่มีความรู้เรื่องดนตรีก็ได้อาศัยหาความรู้ตามวงผู้รู้ ซึ่งอย่างน้อยๆ เผื่อว่ารสนิยมการฟังดนตรีของผมจะดีขึ้นบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN4126.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/DSCN4126.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ผมจำได้ว่าเคยถามเจไว้ครั้งหนึ่งว่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่าดนตรี Bossanova เป็นยังไง เพราะผมแยกไม่ออก ความตั้งใจของผมคืออยากรู้ เกณฑ์หรือองค์ประกอบที่ดนตรีชนิดนั้นๆ ต้องมี เช่นในดนตรีอะคูสติกคงต้องมีเสียงกีตาร์โปร่ง เป็นต้น (ผมเดาเอานะ) เหมือนกับการแบ่งประเภทงานในศิลปะ เช่น Realism, Abstract, Expressionism ฯลฯ ที่ต้องมีคุณลักษณะพื้นฐานบางอย่างเพื่อบ่งบอกประเภทของงานแต่ละชนิด แต่ตอนนั้นเจไม่ได้ตอบผมตรงคำถาม เจบอกประมาณว่า “ไอ้ดนตรีอะไรมันไม่สำคัญหรอก มันสำคัญที่ (มึง) ชอบก็พอแล้ว”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่างการตอบไม่ตรงคำถามลักษณะนี้ บางครั้งสร้างประเด็นให้คิดต่อได้อีกมาก เช่นว่า อันที่จริงการแบ่งประเภทนั้นไม่จำเป็นมากนัก คือจำเป็นถ้าจะศึกษา เพราะหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะศึกษาอะไรก็ตามมักเริ่มจากการจัดหมวดเพื่อหากรอบคร่าวๆ ของเรื่องที่จะศึกษา แต่การจัดหมวดก็ทำให้วิธีคิดของเราติดกรอบไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผมเข้าใจเอาเองว่าคำตอบของเจนั้นก็ได้ให้วิธีการศึกษาดนตรีแบบไม่มองคนตรีเป้นวัตถุศึกษา กล่าวคือ มึงก็ฟังสิ เพราะสุดท้ายเป้าหมายผลลัพธ์มันก็คือชอบหรือไม่ชอบ ก็เท่านั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทสนทนาเล็กๆ เช่นนี้ก็ได้ประเด็นมาต่อยอดที่ผมเอามาใช้ในงานวิจัยได้อีกเป็นกระบุง ว่าด้วยระเบียบวิธีวิจัยแบบต่างๆ ด้วยเหตุนี้ผมถึงชอบไปกินเบียร์ที่หน้าสมอลล์รูม และหวังว่าสมาชิกยังคงแวะเวียนไปเรื่อยๆ พอที่จะทำให้ห้องเรียนแบบไม่เป็นทางการมีประโยชน์ต่อเพื่อนต่างวิชาชีพของผม ตราบเท่าที่แต่ละคนยังไม่มีเมียเสียก่อน เพราะถึงเวลานั้นก็คงต้องตัวใครตัวมันละกันนะครับ &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14602448-112496511808127709?l=post-metropolis.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://post-metropolis.blogspot.com/feeds/112496511808127709/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14602448&amp;postID=112496511808127709&amp;isPopup=true' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112496511808127709'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112496511808127709'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://post-metropolis.blogspot.com/2005/08/white-plastic-chair.html' title='white plastic chair'/><author><name>Nattawut</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08969496439211689910</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/chr_yoshitsune_1969.jpg'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14602448.post-112482529882748853</id><published>2005-08-23T11:22:00.000-07:00</published><updated>2005-08-31T15:22:19.323-07:00</updated><title type='text'>ปารีส</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;ผมขอติดเรื่องการล่มสลายของ Social bond ไว้ก่อนนะครับ เพราะเป็นจริงดังน้องบุณฑริก (นามสมมติ) คาดไว้เพราะว่าการไปปารีสครั้งนี้เป็นเรื่องการล่มสลายของการตามหาหัวใจไปแล้วจริงๆ มาครั้งนี้ดีกว่าครั้งที่แล้วจมเลยครับ แล้วผมคิดว่าปารีสเป็นเมืองเดียวในขณะนี้ที่ต้องมาอีกเป็นครั้งที่สาม (แน่นอนว่าจะไม่มาคนเดียวแล้ว) เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังเป็นเรื่องๆ แล้วกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เมืองต้องห้ามสำหรับคนโสด&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN3865.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/DSCN3865.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; อันที่จริงผมจั่วท้ายล่อตะเข้เอาไว้อย่างนั้นเอง เพราะรู้ดีว่าปารีสเป็นเมืองโรแมนติกที่สุดแห่งหนึ่ง และเป็นเมืองที่ผู้หญิงสวยที่สุดในยุโรป (จากสายตาคนไทยหลายๆ คนที่อยู่ที่นี่ รวมทั้งตัวผมเองด้วย) แต่ไม่ได้คิดไปตามหาหัวใจจริงจังอะไรหรอก แต่พอได้ไปเดินเที่ยวแล้ว กลับเครียดหนักกว่าเดิมเพราะพบว่าผมแทบจะเป็นคนเดียวที่มาเดี่ยวๆ ชาวบ้านเขามากันเป็นคู่ๆ ผมพบว่าตัวเองเกิดความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก คือยังไงดี เมืองมันก็สวยอ่ะแต่ไม่ควรมาคนเดียวเพราะมันจะกลายเป็นเรื่องสวยปนเศร้าไปซะ ยกตัวอย่างเช่น ผมไปที่หอไอเฟิลเพื่อไปดูแสงไฟที่เขาเปิดตอนกลางคืน แต่ดันเหลือบไปเห็นไปแอบดูหนุ่มสาวชาวฝรั่งเศสจูบกัน (French kiss) แถมนานร่วมสิบนาทีปานกับมันจะกินกันทั้งตัว เห็นแล้วก็ เออ ตูกลับบ้านดีกว่า เซ็ง (อิจฉา) ชมัด &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN3762.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/DSCN3762.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN3777.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/DSCN3777.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;บรรยากาศตอนโพล้เพล้ ตอนกลางคืน ของหอไอเฟิล (ส่วนมุมขวาล่างคือพวกที่ทำ French kiss กัน)&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/girls%2012.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/girls%201.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;สาวฝรั่งเศส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เมืองที่นักเรียนสถาปัตยกรรมต้องไป&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ผมเองได้ยินหลายคนบอกมานานแล้วว่าถ้าเป็นสถาปนิกแล้วล่ะก็ อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิตควรไปดูเมืองอย่างปารีสให้ได้ เพราะมีสถาปัตยกรรมน่าสนใจชนิดดูไม่หวาดไม่ไหวตั้งแต่ยุคเก่าโกธิค เช่น Sainte Chapelle หรือวิหาร Notredam แถมถ้าเป็นนักเรียนสถาปัตยกรรมจะไม่เสียค่าเข้าชมอีกต่างหาก หรืออาคารยุคบาโรค-รอคโกโก อย่างพราะราชวังแวร์ซายส์ หรือ Luxembourg จนถึงสถาปัตยกรรมยุคใหม่อย่าง Parc de la Villette ที่ออกแบบโดย Bernard Tschumi (คณบดีคณะสถาปัตยกรรมแห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย), Institut du Monde Arabe ที่ออกแบบโดย Jean Nouvel, Pompidou center โดย Sir Richard Roger กับ Renzo Piano, หรือ หอสมุดฟรองซัวร์ มิสเตอรองส์ ออกแบบโดย Dominique Perault&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN3204.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/DSCN3204.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;Pompidou center&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN3115.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/DSCN3115.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;Parc de la Villette&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN3170.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/DSCN3170.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;หอสมุดฟรองซัวร์ มิสเตอรองส์&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN3905.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/DSCN3905.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;Sainte-Chapelle&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากสถาปัตยกรรมแล้ว การรอกแบบเมืองปารีสก็เป็นหนึ่งในกรณีศึกษาของนักเรียนผังเมืองมาตลอด แม้แต่ถนนราชดำเนิน พระบรมรูปทรงม้า หรืออนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิยังต้องลอกแบบมา (เรื่องการวางแนวแกนเมืองทางกายภาพ) ได้แก่ Arch de Triump และ Champs-Elysees&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN7023.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/DSCN7023.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;Champs-Elysees กับทางเท้ากว้างสุดๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สวนแวร์ซายส์&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN3386.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/DSCN3386.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;สมัยที่ผมเป็นนักเรียนสถาปัตยกรรม อาจารย์ท่านหนึ่งแกแคยบอกไว้ตอนไปเที่ยวแวร์ซายส์ว่า สถาปัตยกรรมของพระราชวังแวร์ซายส์นั้นไม่มีอะไรน่าสนใจ ที่เด็ดจริงๆ คือสวนเพราะมีการอาศัยความรู้ด้าน perspective ในการออกแบบสวน ทำนองเดียวกับที่นำมาใช้หน้าวิหารเซนต์ปีเตอร์ บนเนื้อที่กล่าวสามร้อยเอเคอร์ อีกทั้งข้าวของเครื่องใช้ที่สุดวิจิตรของพระราชวังแวร์ซายส์ พระราชวังฤดูร้อนของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14-16 เห็นแล้วไม่แปลกใจว่าทำไมถึงเกิดปฏิวิติฝรั่งเศสที่ต้องเอาพระเจ้าหลุยส์ 16 กับพระนางมารีอังตัวเน็ตมันตัดคอด้วยกิโยติน เพราะมันโอเวอร์สุดๆ&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;a href="http://www.moulinrouge.fr/home-flash-gb.html"&gt;Moulin Rouge&lt;/a&gt; &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN3228.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/DSCN3228.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ผมได้มีโอกาสไปดู Moulin Rouge การแสดง Cabaret Show ชื่อดังของโลก (การเต้น can can) ที่มีประวัติยาวนานมาร้อยกว่าปีแล้ว ด้วยค่าชมแพงระยับ (97 ยูโร) แต่ไหนๆ ก็มาแล้วเลยคิดว่าน่าจะลองไปดู&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่จริงมันก็คล้ายๆ กับ Alcasar หรือ Tiffany show บ้านเราแหละครับ (ต่างกันตรงที่ Moulin Rouge นั้นนักแสดงจะเปลือยอก) แต่คนแสดงเป็นชายจริงหญิงแท้ ตอนแรกผมคิดว่าเหมือนในหนังฮอลลีวู้ดเรื่อง Moulin Rouge แต่มันไม่ได้เป็นละครมีเรื่องมีราวแบบนั้น แต่เป็นการเต้นแบบสวยงามมากกว่า&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงๆ แล้วมีอะไรจะเขียนถึงมากมายทีเดียวสำหรับการเที่ยวปารีสครั้งนี้ เช่นพิพิธภัณฑ์ลูฟว์ ที่เดินทั้งวันก็ยังไม่หมด แต่ขอผลัดเป็นคราวหน้าละกันนะครับ&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14602448-112482529882748853?l=post-metropolis.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://post-metropolis.blogspot.com/feeds/112482529882748853/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14602448&amp;postID=112482529882748853&amp;isPopup=true' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112482529882748853'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112482529882748853'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://post-metropolis.blogspot.com/2005/08/blog-post_23.html' title='ปารีส'/><author><name>Nattawut</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08969496439211689910</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/chr_yoshitsune_1969.jpg'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14602448.post-112435263285881374</id><published>2005-08-18T01:09:00.000-07:00</published><updated>2005-08-18T01:43:24.676-07:00</updated><title type='text'>ราคาของความเชื่อใจ</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;"ข้าวโพดเธอสุกวันนี้ ส่วนของฉันวันพรุ่งนี้ และเพื่อให้เราได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย วันนี้ฉันจะช่วยเธอเก็บซึ่งเธอก็ช่วยฉันทำแบบเดียวกันในวันพรุ่งนี้ ฉันจะไม่ทำให้เธอผิดหวังและฉันก็หวังว่าเธอจะไม่ทำให้ฉันผิดหวัง อย่างไรก็ตามแต่ฉันรู้ดีว่าไม่ควรหวังพึ่งคนอื่นมากนัก ฉันปล่อยให้เธอเก็บเกี่ยวคนเดียวและเธอก็ทำอย่างนั้นเช่นกันกับฉัน เมื่อฤดูกาลเปลี่ยน สุดท้ายเราทั้งสองสูญเสียผลผลิตของเราเพื่อแลกกลับสิ่งที่เรียกว่าความมั่นใจ" &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;....เดวิด ฮิวม์ ....&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;เดี๋ยวมาเขียนต่ออาทิตย์หน้านะครับ ว่าด้วยเรื่องการล่มสลายของ Social bond &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;ขอลาไปปารีสก่อนนะ (ตามหาหัวใจ)&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14602448-112435263285881374?l=post-metropolis.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://post-metropolis.blogspot.com/feeds/112435263285881374/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14602448&amp;postID=112435263285881374&amp;isPopup=true' title='5 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112435263285881374'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112435263285881374'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://post-metropolis.blogspot.com/2005/08/blog-post_18.html' title='ราคาของความเชื่อใจ'/><author><name>Nattawut</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08969496439211689910</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/chr_yoshitsune_1969.jpg'/></author><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14602448.post-112420160177086806</id><published>2005-08-16T06:00:00.000-07:00</published><updated>2005-08-17T00:51:57.956-07:00</updated><title type='text'>Ichigo 100%</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;ผมหมดอาทิตย์นี้ไปกับการอ่านการ์ตูนรวดเดียวทั้งอาทิตย์ ที่เสียเวลาที่สุดคือเรื่อง Ichigo 100% ผลงานของ Mizuki Kawashita ผู้เขียน Lilim Kiss โดยหมดเวลาไปกับเรื่องนี้ถึง 4 วันด้วยกัน คิดเป็นความยาว 16 เล่ม (ยังไม่จบอีกต่างหาก)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/320/167.jpg" border="0" /&gt;ผมมีความรู้สึกว่าการ์ตูนเรื่องนี้เป็นการ์ตูนสำหรับผู้ชายโดยแท้ (แต่ผู้หญิงก็น่าจะชอบนะ) เพราะนอกจากจะมีฉากวับๆ แวมๆ แล้ว ยังขายฝันวัยหนุ่มเต็มๆ เพราะตัวเอกของเรื่องมีสาวๆ สวยๆ มาตกหลุมรักถึง 3-4 คนด้วยกัน เนื้อเรื่องเป็นเรื่องราวความรักของนักเรียนมัธยมหนุ่มแสนจะธรรมดา (มานากะ จุนเป) ที่มีความใฝ่ฝันจะเป็นผู้กำกับหนัง โดยเหตุการณ์กินเวลายาวนานตั้งแต่ ม 3 ถึง ม 6 ของพระเอกในการเลือกว่าใครกันแน่ที่ตัวเองรัก ระหว่างตัวละครสาวเพื่อนร่วมขั้น หลักๆ สองคน (จริงๆ มีมากกว่านั้น) คนหนึ่งเป็นเด็ก nerd เรียนเก่ง (โทโจ อายะ คนผมดำ)ผู้ชอบเขียนนิยาย และพระเอกก็เป็นผู้ค้นพบอัจฉริยภาพอันนั้นของเธอ แต่เมื่อเธอถอดแว่นแล้วจะพบว่า เธอเป็นเด็กสาวที่น่ารักมากๆ คนหนึ่ง กับอีกคนหนึ่งคือ Top idol สุดน่ารักของโรงเรียน (นิชิโนะ ซึคาสะ คนผมสั้น) ที่เป็นที่ popular ที่สุด และเด็ดเดี่ยวในการเดินตามความฝันของตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องสร้างปมขัดแย้งโดยให้ โทโจเป็นคนที่พระเอกประทับใจในตอนแรกโดยที่ตอนนั้นพระเอกไม่รู้ว่าเป็นโทโจ เพราะเธอถอดแว่น ทำให้เข้าใจผิดคิดว่าผู้หญิงที่เห็นตอนนั้นคือ นิชิโนะ เลยกลายเป็นว่าสุดท้ายพระเอกไปสารภาพรักกับ นิชิโนะ โดยมีจุดเชื่อมตรงทั้งคู่ใส่กางเกงในลายสตรอเบอรี่เหมือนกัน (ตามชื่อเรื่องที่ Ichigo แปลว่าสตรอเบอรี่) theme ของเรื่องคือเรื่องราวการเลือกความรักระหว่างหนึ่งชายหลายหญิง โดยมีตัวเลือกหลักสองตัว คือหนึ่งเป็นคนที่ร่วมแบ่งปันความฝัน (โทโจ)โดยพระเอกมีความฝันที่ต้องการสร้างหนังโดยโทโจเป็นคนเขียนบท โดยร่วมหัวจมท้ายสร้างชมรมภาพยนตร์ขึ้นมาด้วยกันกับพระเอก แต่ไม่เคยบอกความรู้สึกของตัวเองต่อพระเอก ได้แต่แอบรักอยู่ในใจ กับอีกคนหนึ่งที่เดินนำทางชีวิตพระเอกเสมอ แต่ต่างฝ่ายแบ่งปันกำลังใจให้กัน หากต่างคนต่างมีชีวิตเป็นของตัวเอง (นิชิโนะ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงแม้ว่าจะตัดฉากวับๆ แวมๆ ออกไปโดยพล็อตเรื่องก็ยังน่าสนใจอยู่ดี ถึงแม้ว่ามันจะขาดความเป็น original ก็ตาม ผมชอบการ์ตูนเรื่องนี้มากๆ อยู่สองประเด็น หนึ่งคือวิธีการให้บุคคลิกของตัวละครที่ผมว่ามีมิติดี และถ้าผมเป็นมานากะคงเลือกได้อย่างยากเย็นเช่นกัน อย่าว่าแต่ให้เป็นนักเรียนมัธยมเลย ต่อให้เป็นตอนนี้คงคิดหนัก เมื่ออ่านแล้วต้องลุ้นเอาใจช่วยตัวละครอยู่เรื่อยๆ เรียกได้ว่ามีความผูกพันกับตัวละครทุกตัว โดยเฉพาะตัวประกอบที่มีรายละเอียดพอสมควรจนทำให้เรื่องดูไม่แบน ที่เด่นชัดคือมุมมองความรักของผู้หญิง-ผู้ชายที่อ่านแล้ว เออ ผู้หญิงเค้าคิดอย่างงี้ว่ะ ถึงแม้สองสาวจะมีบุคคลิกต่างกันแต่ก็ก็รู้สึกว่ามีอะไรคล้ายๆ กันแบบผู้หญิง และก็ไม่แปลกใจที่มานากะเลือกไม่ได้ซักทีในตลอดระยะเวลา 3 ปีครึ่ง จนกระทั้งคนอ่านก็ยังไม่รู้เลยว่าสุดท้ายจะลงเอยที่ใคร หรือไม่แน่อาจจะแห้วทั้งหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกประเด็นคือผู้เขียนสร้างฉากแห่งความทรงจำไว้มากมายในหลายเหตุการณ์ และตอกย้ำความทรงจำร่วมที่ทำให้ทั้งโทโจและนิชิโนะผูกพันกับมานากะ เพราะคนเรานั้นจะมีความหมายก็ต่อเมื่อไปอยู่ในความทรงจำของผู้อื่น ผมมีความสุขมากเมื่ออ่านการ์ตูนเรื่องนี้จบ (เท่าที่มีในเน็ท แต่เรื่องยังไม่จบ) เพราะทำให้ผมเกิดอาการ Nostalgia คิดถึงตัวเองสมัยเรียนมัธยมซะยังงั้น พาลคิดไปว่าตอนนั้ตูทำอะไรบ้างวะเนี่ย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้จัดว่าดีหรือไม่ เพราะผมเป็นผู้ชาย แต่ถึงแม้ว่าคนเขียนจะป็นผู้หญิง มุมมองการเขียนมันก็ดูๆ กดขี่เพศหญิงหน่อยๆ ไม่รู้ว่านี่อาจเป็นเพราะวัฒนธรรมญี่ปุ่นด้วยหรือไม่ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็ได้บรรจุเนื้อหาของวัยรุ่นไว้ค่อนข้างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรัก ความฝัน ความอยากรู้อยากลอง ฯลฯ ผมว่าเรื่องนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ดีที่สุดของ Kawashita แต่ส่วนตัวผมว่าค่อนข้างโอเคเลยทีเดียว เพราะอย่างน้อยๆ มันก็ทำให้ผมตกหลุมรักนิชิโนะ ซึคาสะไปแล้วหมดใจ&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14602448-112420160177086806?l=post-metropolis.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://post-metropolis.blogspot.com/feeds/112420160177086806/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14602448&amp;postID=112420160177086806&amp;isPopup=true' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112420160177086806'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112420160177086806'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://post-metropolis.blogspot.com/2005/08/ichigo-100.html' title='Ichigo 100%'/><author><name>Nattawut</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08969496439211689910</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/chr_yoshitsune_1969.jpg'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14602448.post-112416176347407694</id><published>2005-08-15T20:08:00.000-07:00</published><updated>2005-09-01T00:56:23.653-07:00</updated><title type='text'>ใบประกอบวิชาชีพ</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;สภาสถาปนิกได้ผลักดันให้รัฐสภาผ่าน พรบ สถาปนิกเป็นที่เรีบยร้อย โดยมีเนื้อหาหลักๆว่าด้วยเรื่องขอบเขตการออกแบบและควบคุมงานทางด้านสถาปัตยกรรม โดยแบ่งออกเป็น สาขาสถาปัตยกรรม ภูมิสภาปัตยกรรม สถาปัตยกรรมภายใน และการออกแบบเมือง โดยต่อไปนี้ผู้ที่จบการศึกษาด้านใดมานั้นจะสามารถออกแบบได้เพียงเฉพาะสาขาที่ตนเองจบมาไม่สามารถทำงานข้ามสาขาได้ เว้นแต่ได้สั่งสมประสบการณ์ในระดับหนึ่งจึงมีสิทธิสอบใบอนุญาตในสาขาอื่นๆ เพิ่ม &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;แนวคิดนี้ผมเข้าใจเอาเองว่าเกิดขึ้นเพื่อลดปัญหาการแย่งงานกันเองในวิชาชีพสถาปัตยกรรม เพราะที่ผ่านมา มีสถาปนิกเข้าไปรับงานออกแบบตกแต่งภายใ น ออกแบบสวน ดังนั้นการออก พรบ ฉบับนี้ทำเพื่อจัดโครงสร้างอำนาจใหม่ในวงการรออกแบบ หรือพูดอีกอย่างคือควบคุมอำนาจความรู้ให้ตรงแถว &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;วิธีคิดแบบนี้คาดหวังเอาว่านอกจากจะลด (หรืออาจเพิ่ม) ปัญหาการแย่งงานกันเองแล้ว ยังสามารถกันคนนอกวิชาชีพออกไปนอกวงได้อย่างดีอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น สาขาการออกแบบเมืองนั้นต่อไปนี้ไม่อาจทำได้โดยผู้ที่ไม่ได้จบการศึกษาสาขาสถาปัตยกรรมการออกแบบเมืองในระดับบัณฑิตศึกษาอย่างกรณีของผู้จบเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ แล้วมาเรียนต่อสถาปัตยกรรมเมืองได้อีกแล้ว งานออกแบบผังกายภาพจะต้องมีผู้มีใบอนุญาตในการออกแบบเฉพาะ ซึ่งคนที่ไม่ได้เรียนสถาปัตยกรรมมาแต่แรกจะถูกกันออกไปตั้งแต่ขั้นตอนการพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัคร&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;เรื่องใบประกอบวิชาชีพนั้นจำเป็นแน่นอนครับ ส่วนที่ชัดเจนที่สุดก็เรื่องมาตรฐานความปลอดภัย อย่างกรณีของใบประกอบโรคศิลป์ทางการแพทย์ หรือ การประกอบวิชาชีพทางวิศวกรรม แต่ในด้านการออกแบบนั้นผมก็เห็นว่าจำเป็นอยู่ในเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย แต่เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องการผูกขาดความรู้ทางสุนทรียศาสตร์ไว้กับคนกลุ่มหนึ่งด้วยเช่นกัน หมายความว่าใครเรียนมาไม่ตรงสายถือว่ามีความรู้ด้านนี้น้อยหรือไม่มีความรู้เลย ทั้งๆที่สุนทรียศาสตร์เป็นเรื่องระบบคุณค่า ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินแต่อย่างใด&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ในขณะที่แนวโน้มสังคมความรู้ในระดับสากลนั้นมีแนวโน้มเป็นความรู้แบบสหวิทยาการข้ามสาขา แต่การที่มี พรบ ฉบับนี้กลับทำให้ความรู้กรอบอยู่เฉพาะกับผู้ที่ศึกษามาในแนวทางเดียวกันเท่านั้นเหมือนอย่างเช่นในอดีตของฝรั่ง เช่นพวก Blacksmiths, Goldsmiths ที่ยิ่งความรู้ถูกจำกัดไว้ในสมาคมตัวเองมากเท่าไหร่ก็มีอำนาจมากเท่านั้น แต่สุดท้ายความรู้เช่นนี้ก็จะหายไปหมด เพราะมันไม่แตกยอดออกไป บทเรียนอันนี้ฝรั่งรู้ดีครับว่าความรู้เรื่องหนึ่งจะพัฒนาต่อยอดได้ต้องอาศัยวิชาการด้านอื่นๆ เข้ามาผสมผสาน เช่นจะพัฒนาวงการช่างทองนั้นต้องมีความรู้เรื่องวัสดุ เครื่องมือ ศิลปกรรม ตลอดจนถึงการตลาด เพราะไม่มีความรู้การทำทองที่โดดๆ เป็นเอกเทศของตัวเอง&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ความรู้ที่ไม่ได้ถูกนำมาใช้ย่อมต้องหายไปอย่างแน่นอนในอนาคต แต่ความรู้ที่ถูกนำมาใช้โดยคนกลุ่มหนึ่งแบบสมบัติพลัดกันชมจะพัฒนาได้อย่างมากที่สุดก็เป็นได้แค่สกุลช่าง คือเป็นเพียงแค่เครื่องมือทำมาหากินเท่านั้น ถ้าสภาสถาปนิกในฐานะสถาบันวิชาชีพ อยากเห็นสังคมไทยเป็นสังคมความรู้แล้วละก็ ควรเปิดโอกาสให้คนนอกวงวิชาชีพ (ที่มีความรู้ทางสถาปัตยกรรมในระดับอื่นๆ นอกเหนือจากการศึกษาในระบบ โดยเฉพาะในระดับ ป ตรี) เข้ามามีส่วนร่วมด้วย เพราะความรู้เรื่องสุนทรียของสังคมไทยควรต้องมาจากทุกฝ่ายในสังคม &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ไม่อย่างนั้น คงเหมือนอย่างที่ &lt;a href="http://sengka.blogspot.com/"&gt;อ. เซ้ง&lt;/a&gt; (นามสมมติ) ว่าไว้ว่า "ต่อไปเราคงต้องมีใบประกอบวิชาชีพทำนาแล้วล่ะ" &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14602448-112416176347407694?l=post-metropolis.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://post-metropolis.blogspot.com/feeds/112416176347407694/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14602448&amp;postID=112416176347407694&amp;isPopup=true' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112416176347407694'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112416176347407694'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://post-metropolis.blogspot.com/2005/08/blog-post_15.html' title='ใบประกอบวิชาชีพ'/><author><name>Nattawut</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08969496439211689910</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/chr_yoshitsune_1969.jpg'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14602448.post-112383475991462401</id><published>2005-08-12T01:18:00.000-07:00</published><updated>2005-08-12T01:20:22.423-07:00</updated><title type='text'>universal space (เที่ยวสเปนตอนจบ)</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;เย็นวันแรกของการท่องเที่ยวสเปนของผมเมื่อราวครึ่งปีที่แล้วจบลงที่การเที่ยวชมอาคารหลังเล็กๆ หลังหนึ่ง ผมจำได้ดีเพราะผมนั่งดูอาคารหลังนั้นเปลี่ยนสีตั้งแต่เย็นๆ ไปจนพลบค่ำ มันเป็นอาคารรูปร่างคล้ายๆ กล่องกระจกหลังหนึ่ง โดยที่สำหรับคนทั่วไปที่เดินผ่านไปผ่านมาบริเวณนั้นอาจไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าไหร่ หรือแม้แต่นักท่องเที่ยวเองก็ตาม แต่สำหรับนักเรียนสถาปัตยกรรมทั่วโลกนั้นรู้ดีว่าอาคารหลังนี้ได้ทิ้งมรดกที่เป็นไวยกรณ์ทางสถาปัตกรรมที่ยังคงมีอิทธิพลต่อการออกแบบในยุคปัจจุบัน แน่นอนอาคารหลังนี้ มันก็คือ "Barcelona Pavilion"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN8981.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/DSCN8981.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;Mies van de Rohe อออกแบบอาคารขนาดราว 100 ตรม หลังนี้ เมื่อครั้งงาน Expo เพื่อแสดงความห้าวหน้าทางสถาปัตยกรรมของโลกในปี 1925 สำหรับผมแล้ว Barcelona Pavilion เป็นหนึ่งใน Master piece ของ Mies van de Rohe (อีกชิ้นก็คือ Farnsworth house) เนื่องจากว่าอาคารหลังนี้ไม่ได้มีประโยชน์ใช้สอยอะไรมากทำให้มันสามารถขับเอาไวยกรณ์ทางสถาปัตยกรรมของ Mies van de Rohe ออกมาได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น "Less is More" (แนวความคิดที่ว่าองค์ประกอบของอาคารควรมีแต่ส่วนที่จำเป็นเท่านั้น หรือแปลง่ายๆ ว่าทำน้อยได้มาก) , "God is in detail" (แนวความคิดว่าอาคารที่ดีควรมีรายละเอียดทางการก่อสร้างที่ดี) แต่ที่ชัดเจนที่สุดนั้คือ "Universal space"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่มีความรู้สึกว่าเป็นห้องเมื่อเข้าไปอาคาร ความไม่ชัดเจนว่า "ข้างนอก หรือ ข้างใน" น่าจะเป็นความรู้สึกชัดเจนที่สุดเมื่อผมมีประสบการณ์กับอาคารหลังเล็กหลังนี้ ผนังระหว่างอาคารที่ไม่ชนกับเพดาน ไม่มีมุมของอาคารที่เกิดจากผนังสองแนวมาชนกัน มีเพียงผนังระนาบเดีวที่กั้นเพื่อแยกส่วนใช้สอยของอาคารเท่านั้น หลังคาและเสาที่บางเฉียบ แสดงให้เห็นว่าได้รีดเอาคุณสมบัติที่มีอยู่ในวัสดุตามศักยภาพของมันออกมาเป็นลักษณะภายนอกทางสถาปัตยกรรม ตลอดถึงขนาดของหน้าต่าง แผ่นพื้นที่มีสัดส่วนต่อกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN8987.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/DSCN8987.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;Barcelona Pavillion หลังนี้จะถูกสร้างใหม่ภายหลัง ในปี 1930 หลังจากที่ถูกรื้อทิ้งเมื่อเสร็จงานแล้วซึ่งว่ากันว่า หลัง original ของที่ Mies van de Rohe สร้างนั้นมีความสมบูรณ์กว่าหลังนี้ เพราะเลือกพินอ่อนสีเขียวสำหรับผนังเองกับมือทุกก้อน อีกทั้งกำหนดเลยว่าแต่ละก้อนอยู่ตรงไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่แค่นี้ก็กลับไปนอนหลับฝันดีแล้วครับ &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14602448-112383475991462401?l=post-metropolis.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://post-metropolis.blogspot.com/feeds/112383475991462401/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14602448&amp;postID=112383475991462401&amp;isPopup=true' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112383475991462401'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112383475991462401'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://post-metropolis.blogspot.com/2005/08/universal-space.html' title='universal space (เที่ยวสเปนตอนจบ)'/><author><name>Nattawut</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08969496439211689910</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/chr_yoshitsune_1969.jpg'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14602448.post-112362383483366586</id><published>2005-08-09T14:42:00.000-07:00</published><updated>2005-08-10T01:01:54.410-07:00</updated><title type='text'>การทบทวนวรรณกรรมที่ไร้ความหมาย</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;ผมเพิ่งมาสำนึกว่าหนึ่งในการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างหนึ่งของผมคือการตัดสินใจเดินทางมาที่นี่ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังว่าทำไม &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมต้องพรีเซนท์งานวิจัยทั้งหมดที่ผมทำระหว่างอยู่ที่นี่ ให้กับเพื่อนร่วม Institute และ Professor ก่อนกลับเมืองไทยเพื่อไปทำข้อมูลภาคสนามต่อ ในรอบปีนี้เรียกได้ว่าผมอ่านหนังสือวิชาการมากที่สุดในชีวิต เพราะเฉพาะรายชื่อหนังสือที่ผมใช้อ้างอิงทำบรรณานุกรมมันก็ปาเข้าไปตั้งสิบกว่าหน้าหรือเรียกว่าทั้งหนังสือและบทความในวารสารวิชาการก็ 200กว่าเล่มแล้ว ทำให้ก่อนพรีเซนท์ผมมั่นใจพอสมควรว่าผมทำการบ้านครอบคลุมเนื้อหางานวิจัยในระดับหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานวิจัยผมเป็นเรื่องการจัดการขยะและน้ำเสียในชุมชน ซึ่งแนวทางนั้นมีทั้งทฤษฎีที่ใช้ชุมชนเป็นฐานและจัดการกันเอง หรือเรียกว่า Self-governance (ในทำนองเดียวกันกับที่ชุมชนจัดการทรัพยากรท้องถิ่นด้วยตัวเอง อย่างกรณีของป่าชุมชน)จนกระทั่งถึงวิธีการที่จัดการโดยรัฐทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น การปฏิรูประบบราชการท้องถิ่น (New Public Management) ความร่วมมือระหว่างรัฐและชุมชน (Co-governance) จนถึงการแปรรูปบริการภาครัฐ (Privatization) โดยที่ผมก็ยังไม่รู้ว่าวิธีไหนจะเหมาะสมที่สุด และคิดว่าเดี๋ยวคงพอจะชัดเจนขึ้นหลังการเก็บข้อมูลภาคสนาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่แล้ว Professor ก็โยนวิธีวิจัยที่ผมเองเคยนึกไว้อยู่แล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าต้องทำหรือเปล่าเพราะมันแพง นั่นคือการทำ pilot project โดยแกบอกว่าน่าจะทำเรื่องขยะก่อน แกบอกผมว่าปัญหาคือไม่ต้องมาบอกว่าโลกนี้เค้ามีแนวทางอะไรบ้างในการจัดการเรื่องนี้ แต่โดยเงี่อนไขพื้นที่เรา (มึง) ทำอะไรได้บ้าง คือวันนั้นมาเป็นชุดมาก ผมได้แต่นั่งมึน ไม่ได้โต้ตอบอะไรมากในใจก็นึกว่าขัดแย้งกับแกว่า เอ มันยังไม่รู้เลยว่าชุมชนมีความสามารถจัดการได้หรือเปล่า มันอาจจะไม่เวิร์คแล้วต้องแปรรูปก็ได้ ทำไมแกถึงฟันธงให้ทำ pilot project แล้วถ้ามันล้มเหลวไม่เสียเงินเปล่าเหรอ ในใจตอนนั้นผมคิดว่ามันไม่น่าฟันธงลงไปเลย แต่ควรหาทางเลือกให้มากที่สุดมากกว่า ผมถึงก้มหน้าก้มตาค้นคว้าหาว่าอะไรเหมาะในเงื่อนไขอะไรบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลับมาบ้านผมมานั่งคิดอยู่สามวันถึงเข้าใจว่า ต่อให้ผมอ่านทฤษฎีหรือวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องมากแค่ไหน หรือไปเก็บข้อมูลมาวิเคราะห์ว่าอะไรดีกว่ากันมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรเท่าไหร่ เพราะมันไม่รู้มีทางว่าอะไรดีกว่าอยู่แล้ว แทนที่จะมานั่งวิเคราะห์ว่าอะไรดีกว่า เพราะสุดท้ายมันก็เป็นทางเลือกที่"เลือกไม่ได้จริงๆ" หมายความว่ามันลอยๆ ไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอะไรทั้งนั้น ประเด็นมันจึงอยู่ที่อะไรทำได้หรือมีแนวโน้มว่าทำได้มากกว่า แกถึงโยน pilot project มากลางวง แล้วงานวิจัยผมก็กลายเป็น Action research ในบัดดล ตามชื่อ Institute ว่า Empirical research in planning issues ที่โคตรจะเป็นวิทยาศาสตร์ คือเมิงต้องใส่ Input เข้าไปนะถึงจะได้ Output ออกมา ไอ้ที่เมิงวิเคราะห์เนี่ยมันใช้แต่ Rational ทั้งนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือแปลเป็นภาษาชาวบ้านง่ายๆว่า ถ้างานวิจัยผมคือการทำอาหารจานหนึ่งแล้วละก็ ผมกำลังเลือกอยู่ว่าจะทำก๋วยเตี๋ยวหรือข้าวผัดดีถึงจะได้คุณค่าทางโภชนาการสูงสุด แล้วอยู่ๆ professor ก็มาสะกิดบอกว่า" เมิงมีวัตถุดิบอะไรบ้างเมิงก็ทำอันนั้นแหละ ถ้าข้าวผัดดีกว่าแล้วยังไง ถ้าเมิงไม่มีข้าวสาร อย่างนี้ไม่ต้องไปปลูกข้าวก่อนหรือไงวะ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คิดได้เช่นนี้ ผมก็ตบเข่าตัวเองฉาดนึง "แล้วนี่ตูมานั่งทำเบื้อกอะไรที่นี่อยู่ตั้งเป็นปีๆฟะ"&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14602448-112362383483366586?l=post-metropolis.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://post-metropolis.blogspot.com/feeds/112362383483366586/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14602448&amp;postID=112362383483366586&amp;isPopup=true' title='12 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112362383483366586'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112362383483366586'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://post-metropolis.blogspot.com/2005/08/blog-post_112362383483366586.html' title='การทบทวนวรรณกรรมที่ไร้ความหมาย'/><author><name>Nattawut</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08969496439211689910</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/chr_yoshitsune_1969.jpg'/></author><thr:total>12</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14602448.post-112352019936075120</id><published>2005-08-08T09:10:00.000-07:00</published><updated>2005-08-09T15:32:55.113-07:00</updated><title type='text'>หน้าร้อน</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;ขณะนี้ที่นี่เป็นหน้าร้อนและกำลังจะผ่านไปในอีกไม่กี่อาทิตย์ เมื่อมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ ผมก็มาตอนหน้าร้อนนี่แหละ ซึ่งก็คือตอนนี้ก็เป็นหน้าร้อนที่สองของผมในต่างแดน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฝรั่งนี่ชอบหน้าร้อนมาก เห็นแดดไม่ได้ต้องออกมาเดินให้โดนแดด ผมเคยใส่หมวกออกไปตอนแดดเปรี้ยงๆ ฝรั่งหันมามองว่าไอ้นี่มันบ้าหรือโง่กันแน่ เสือกใส่หมวก สาเหตุอีกอย่างที่ฝรั่งชอบหน้าร้อนเพราะว่าเวลากลางวันมันจะมีมากกว่ากลางคืน เพราะกว่าจะมืดก็ปาเข้าไปสี่ทุ่มแล้ว เรียกว่าเที่ยวได้ยาวนาน ดังนั้นหน้าร้อนจึงเป็นฤดูท่องเที่ยวที่อะไรก็แพงไปหมดในยุโรป ยกเว้นตั๋วเครื่องบินกลับเมืองไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อสองเดือนก่อนตอนเข้าสู่หน้าร้อนใหม่ๆ ผมได้มีโอกาสไปปิ้งย่างบาร์บีคิวริมทะเลสาปในเมืองกับคนไทยที่อยู่ที่นี่ หนึ่งในความรู้ใหม่ของผมเกี่ยวกับหน้าร้อนของฝรั่งคือ "FKK"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;FKK (เอฟคาคา) ย่อมาจาก Freikörperkultur (Free body culture) ซึ่งหากใครพอจะคุ้นเคยกับการ์ตูนขายหัวเราะซักนิด แล้วพอจะนึกถึงคุณวัฒนาที่ชอบขียนผู้หญิงสาวๆไม่ใส่เสื้อผ้าซักชิ้น แต่ใส่หมวกกับแว่นกันแดด นอนอยู่บนเตียงผ้าใบ นั่นแหละครับคือ FKK หรือเรียกได้ว่าคือพื้นที่แก้ผ้าอาบแดด อ่านหนังสือ นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยพื้นที่แห่งนี้เกิดขึ้นมาจากกลุ่ม Naturalist คือคนที่มีความสุขแบบแนบชิดธรรมชาติ ให้สายลมแสงแดดสัมผัสร่างกายโดยตรง (เค้าว่ากันอย่างนี้นะ) ขนาดมีสมาคมกันเลย แถมเป็นแบบครอบครัวก็มี คือลูกเด็กเล็กแดงก็แก้ผ้ากันหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN2905.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/DSCN2905.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ที่ผมใช้คำว่าพื้นที่เพราะมันไม่มีรั้วรอบขอบชิด ไม่เช่นนั้นผมคงต้องใช้คำว่าสถานที่ แต่ FKK คือบริเวณอาบแดด ผมไม่มีประสบการณ์กับ FKK ที่เมืองอื่น แต่ของเมืองผมนี่มันอล่างฉ่างในสวนสาธารณะเลยโดยที่อาศัยสุมทุมพุ่มไม้บังๆ เอา (ในรูปประกอบ แต่อยู่ฝั่งตรงข้ามนะ) ไม่ได้ซีเรียสว่าหรือกลัวว่าใครจะเห็นอะไรมาก แต่ก็ให้ได้ลุ้นพอเห็นรำไร อย่างไรก็ตาม FKK นั้นมีอาณาบริเวณที่กำหนดโดยปักป้ายว่า FKK ซึ่งหมายถึงบริเวณนี้เป็นพื้นที่อาบแดดนะ อย่าทะเร่อทะร่าเข้ามา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ถ้าเราอยากเข้าไปใน FKK ที่ผู้คนเดินเอานมชี้หน้ากันนั้นย่อมทำได้แน่นอนครับ เพียงแต่เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม คือเราต้องถอดเสื้อผ้าเข้าไปด้วย จะมาดูอย่างเดียวคงไม่ได้ แต่ต้องแลกกันดู (อันนี่ผมคิดตามบริบทวัฒนธรรมเพราะผมเป็นคนไทย แต่ฝรั่งเขาไม่คิดจะมาดูอะไรกันหรอก เพราะการแก้ผ้านั้นถือเป็นเรื่องธรรมดา ในโทรทัศน์ผมก็เห็นมันแก้กันเรื่อย) ถ้าใครไม่อยากแลกกันดูก็ใช้วิธีขี่จักรยานเข้าไป เพราะมันมีทางจักรยานผ่าน เหมือนเราขี่จักรยานผ่านมาทางนี้เอง แต่ก็อย่าดูมาก เพราะจะถูกมองว่าไม่มีมารยาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ดีการแก้ผ้าในที่สาธารณะที่นี่นั้นก็ถือว่าผิดกฎหมายนะครับ เหมือนอย่างบ้านเรา แต่ถ้าอยู่ใน FKK ก็ไม่เป็นไร และก็ มีเรื่องตลกเกี่ยวกับ FKK ที่ผมได้ฟังจากคนอื่นมาอีกทีก็คือว่า มีคุณลุงที่แกเป็นพวกนิยม FKK แต่แกเผลอเดินออกมานอกบริเวณ จนตำรวจเดินมาเตือนแกว่าอนาจาร แกก็ทำหน้าเหรอหราแล้วคว้าถุงเท้ามาสวมช้างน้อยแก โดยหันมาพูดกับคุณตำรวจว่า "แค่นี้ก็ไม่อนาจารแล้ว"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเพียงแค่มาเล่าให้ฟังว่า ไอ้ที่ผมไปบาร์บีคิวกันเมื่อสองเดือนก่อนน่ะ มันอยู่ตรงข้าม FKK แค่นั้นแหละครับ แล้วหน้าร้อนดีๆก็กำลังจะผ่านไปอีกครั้ง&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14602448-112352019936075120?l=post-metropolis.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://post-metropolis.blogspot.com/feeds/112352019936075120/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14602448&amp;postID=112352019936075120&amp;isPopup=true' title='6 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112352019936075120'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112352019936075120'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://post-metropolis.blogspot.com/2005/08/blog-post_08.html' title='หน้าร้อน'/><author><name>Nattawut</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08969496439211689910</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/chr_yoshitsune_1969.jpg'/></author><thr:total>6</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14602448.post-112326858960995606</id><published>2005-08-05T11:16:00.000-07:00</published><updated>2005-08-08T12:07:31.566-07:00</updated><title type='text'>Legacy of the crusade (เที่ยวสเปนตอน 2)</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN9590.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/DSCN9590.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;สเปนนั้นไม่ได้เป็นประเทศที่ประกอบไปด้วยคนเผ่าพันธุ์เดียว ซึ่งก็เหมือนกับประเทศไทยที่ผสมไปด้วยคนหลายเผ่าพันธ์ ไม่ว่าจะเป็น แขก ไทย มุสลิม จีน ลาว ญวน มอญ หรือแม่แต่ชาวเขาเผ่าต่างๆ เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการประกอบกันขึ้นเป็นชนชาติไทย และก็เหมือนกันกับประเทศไทยในกรณีสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่สเปนในขณะนี้ก็ยังประสบปัญหาการแยกดินแดนที่คุกรุ่นจากกลุ่มชาติพันธุ์ตอนเหนือของประเทศ แต่ไม่ได้ลุกลามเป็นเหตุการณ์ความไม่สงบอย่างบ้านเรา แต่ก็เรียกได้ว่ามีเชื้ออยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันที่จริงความขัดแย้งเช่นนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว ดังในเมือง Cordoba เมืองสำคัญเมืองหนึ่งทางตอนใต้ของสเปน อย่างที่เราทราบกัน หรือบางคนอาจไม่ทราบว่าทางตอนใต้ของสเปนนั้นมีชายแดนติดต่อกับทวีปแอฟริกา ได้แก่ ประเทศโมร็อคโค ดังนั้นเมือง Cordoba ในอดีตนั้น คนพื้นเมืองที่นี่ไม่ได้เป็นชาวคาทอลิกที่เป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของประเทศในปัจจุบัน แต่หากเป็นชาวมุสลิม และอารยธรรมของโลกมุสลิมก็ลงหลักปักฐานในดินแดนตอนใต้มาเนิ่นนานอยู่ก่อนแล้ว จนกระทั่งสิ้นสุดลงในราวคริสตศตวรรษที่ 12-13 เมื่อกองทัพฝ่ายศาสนจักรโรมันคาทอลิกได้ขยายอาณาจักรจนเกิดเป็นสงครามศาสนา (Crusade) จนกระทั่งฝ่ายโรมันคาทอลิกมีชัยเหนือโลกมุสลิมอย่างราบคาบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN9501.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/DSCN9501.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;แต่ที่ดินแดน แห่งนี้ที่มี Mosque หรือสุเหร่าของชาวมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก อีกทั้งสะท้อนความมีอารยธรรมทางศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมเฉพาะตัว จนถึงขนาดฝ่ายศาสนจักรโรมันคาทอลิกยังต้องทึ่งถึงความงดงามของสุเหร่าแห่งนี้ จนไม่อาจตัดใจทำลายทิ้งลงได้ (ปกติแล้วอาคารทางศาสนาต้องเป็นสิ่งที่ถูกทำลายทิ้งไม่ให้เหลือทราก) จึงได้คงงสภาพสถาปัตยกรรมแบบมุสลิมไว้ทั้งหมด เพียงแต่ทำลายส่วนที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาทิ้งเท่านั้น และได้สร้าง โบสถ์แบบคาทอลิกลงตรงใจกลางสุเหร่าเดิมแทน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN9554.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/DSCN9554.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ผังสุ่เหร่า รูปสี่เหลี่ยมจตุรัสแห่งนี้ ประกอบด้วยพื้นสามส่วน โดยมีกำแพงล้อมรอบ ภายในประกอบด้วย Courtyard ขนาดใหญ่ที่ปัจจุบันเป็นสวนส้ม (ส้มเป็นต้นไม้ที่ปลูกทั้งเมือง Cordoba แบบเดียวกับที่อีสานบ้านเราปลูกต้นคูน) ส่วนที่สองคือ Aisle หรือพื้นที่ทางเดินรอบตัวส่วนที่ประกอบพิธีกรรม (Nave) ที่ยังคงรูปแบบสถาปัตยกรรมมุสลิมแบบโมร็อคโคอย่างสมบูรณ์ ประกอบด้วย โค้งแบบ Arch ที่ทำจากหินสกัด พร้อมลายสลับสี แดงขาว สองชั้นตลอดแนว ส่วนที่สามคือ Nave และ Altar หรือส่วนประกอบพิธีกรรมทางศาสนาคริสต์ที่เป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบเรอเนสซองค์ ที่ดูแปลกตาไปอย่างสิ้นเชิง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN9485.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/DSCN9485.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยเหตุนี้ Mosque ที่เมือง Cordoba คงเป็นโบสถ์คาทอลิกแห่งเดียวของโลกที่เป็นสถาปัตยกรรมสไตล์มุสลิม เป็นอนุสาวรีย์ทางประวัติศาสตร์บอกเล่าอดีตของดินแดนแห่งนี้แก่ผู้มาเยือน อย่างกึกก้องโดยไร้ซุ่มเสียงใดๆ&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14602448-112326858960995606?l=post-metropolis.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://post-metropolis.blogspot.com/feeds/112326858960995606/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14602448&amp;postID=112326858960995606&amp;isPopup=true' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112326858960995606'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112326858960995606'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://post-metropolis.blogspot.com/2005/08/legacy-of-crusade-2.html' title='Legacy of the crusade (เที่ยวสเปนตอน 2)'/><author><name>Nattawut</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08969496439211689910</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/chr_yoshitsune_1969.jpg'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14602448.post-112300170730324481</id><published>2005-08-02T09:53:00.000-07:00</published><updated>2005-08-03T13:11:58.840-07:00</updated><title type='text'>Gaudi (เที่ยวสเปนตอน 1)</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;พอดีเขียนเกี่ยวกับมรดกโลกเลยนึกขึ้นได้ว่า ในปี 2005 นี้ UNESCO ก็ได้ประกาศให้ ผลงานอีกสี่ชิ้นของ Antoni Gaudi สถาปนิกชาวคาตาโลเนีย (เมืองบาร์เซโลน่าในปัจจุบัน) ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้วเหมือนกัน อันได้แก่ Casa Vincens, Sagrada Familia Cathedral, Casa Batllo และ Crypt in Colonia Güell จนถึงวันนี้นับได้ว่า Gaudi มีผลงานที่เป็นมรดกโลกรวมแล้วเจ็ดชิ้นด้วยกันแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Gaudi เป็นสถาปนิกที่ผมเองตอนเรียนอยู่รู้จักแค่ว่า งานของพี่แกจะเป็น ลวดลายกระเบื้องเคลือบพร้อยๆ พร้อมกับดีไซน์หลุดโลก (คิดไปถึงว่าหมอนี่ต้องเป็นเกย์แน่ๆ) และก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก ไปกว่าพลิกๆ ดูในหนังสือภาพ ด้วยเห็นว่าดูมากไปก็เอามาใช้อะไรกับงานเรียนของตัวเองไม่ได้ เพราะมันเป็นอัจฉริยภาพส่วนบุคคลที่ผมไม่สามารถนำไปพัฒนาต่อได้ (หรือแปลว่าว่าเลียนแบบไม่ได้นั่นเอง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วก็ตัวผมเองได้มีโอกาสไปเที่ยวบาร์เซโลน่า และนอกจากงานของ Gaudi แล้วยังมีงานของศิลปินคนอื่นๆ ที่ร่วมสมัยนั้นอีก เช่น Salvador Dali และ Juan Miro แล้วก็รู้สึกว่างานศิลปะของสเปนนี่มันมีกลิ่นคล้ายๆ กันเหมือนกัน งานของ Gaudi ที่ผมได้เห็นกับตาตัวเองมีด้วยกัน 4 ชิ้นจากทั้งหมด 7 ชิ้นทีเป็นมรดกโลก คงได้แต่บอกกับตัวเองว่า "เออ มึงแน่จริงๆว่ะ" เพราะงานของ Gaudi มันต้องการทั้ง Intellectual และ Skill (ในเชิงช่าง) ในระดับสูงมาก โดยผมจะเล่าให้ฟังแค่สองชิ้นนะครับ คือที่ Sagrada Familia Cathedral และที่ Parque Güell&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Sagadra Familia เป็นโบสถ์ที่สร้างมาร้อยกว่าปีแล้ว จนทุกวันนี้ก็ยังสร้างไม่เสร็จ เพราะงานออกแบบของ Gaudi มีรายละเอียดมากและใช้งบประมาณในการก่อสร้างสูง ส่วนตัว Gaudi เองนั้นเป็นคาทอลิก ซึ่งหนึ่งในความศรัทธาสูงสุดคือการสร้างโบสถ์ เพราะเป็น contribution หนึ่งที่มนุษย์จะแสดงศรัทธาต่อพระเจ้าได้ ในทำนองเดียวกันกับที่ Michelangelo สร้างโบสถ์เซนต์ปีเตอร์ Gaudi ใช้เงินส่วนตัวทั้งหมดที่ได้จากการประกอบอาชีพสถาปนิก ตลอดจนถึงรับบริจาคจากผู้ศรัทธาสร้างโบสถ์หลังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมว่างานชิ้นนี้เป็น Master piece ของ Gaudi เลยก็ว่าได้ และก็ได้สร้างความเข้าใจงานออกแบบของ Gaudi ให้กับตัวเองมากขึ้น (เยอะ) หนึ่งในความน่าสนใจของงานชิ้นนี้คือ ความเข้าใจทางวิศวกรรมอย่างดีนอกเหนือไปจากความเป็นศิลปินที่มีอยู่สูงในตัว Gaudi&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Gaudi ออกแบบงานชิ้นนี้โดยอาศัยจินตนาการจากธรรมชาติ แต่ที่น่าทึ่งคือรูปนี้ครับ&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN9690.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/DSCN9690.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; รูปนี้คือ outline ของรูปทรงโบสถ์หลังนี้ที่ Gaudi ใช้ถุงทรายผูกเชือกแล้วปล่อยให้แรงโน้มถ่วงสร้างรูปทรงขึ้นมาเอง คนที่มีความรู้ทางวิศวกรรมซักนิดจะรู้ว่า รูปทรงโบสถ์ที่กลับหัวอยู่นี้แล้ว member ของโครงสร้าง (ซึ่งก็คือเชือก) ที่รับแรง Tensile อยู่นี้ เมื่อกลับหัวให้เป็นปกติแล้ว ทั้งหมดจะเปลี่ยนเป็นแรง Compression หมายความว่า แทน member ของเส้นเชือกด้วยโครงสร้างคอนกรีต ก็เป็นอันเสร็จเลย เหลือแต่เติมรายละเอียดแบบศิลปะคาตาโลเนียเท่านั้น ส่วนมากเป็นเรื่องราวธรรมชาติ เช่นเสาก็ให้จินตนาการถึงต้นไม้ (หลักๆ แล้วความคิดสร้างสรรค์ของ Gaudi เป็น Metaphoric นะครับ)อีกทั้งทั้งมีงานแกะสลักแบบนูนสูงนูนต่ำอยู่รายรอบ (แถมเป็นแบบ Cubism ซะด้วย)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันช่างเป็นเรื่องธรรมชาติทั้ง imagination และ logic พร้อมๆกันเลย&lt;br /&gt;"Form follow Nature!!!!"&lt;br /&gt;โคตรโมเดิร์นเลยว่ะพี่!!!ชอบมั่กๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/sagrada%20familia21.JPG"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/sagrada%20familia21.JPG" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;รูปนี้ถ่ายจากภายในครับ เข้าไปแล้วเหมือนอยู่ในป่า&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN9640.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/DSCN9640.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;อันนี้ลวดลายภายนอก&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/sagrada%20familia11.JPG"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/sagrada%20familia11.JPG" border="0" /&gt; &lt;p align="justify"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;สวยไม่สวยดูเอาเองนะครับ (น่าไปตั้งที่แหลมคานาวารัลเนอะ ยาน Discovery คงอาย)&lt;br /&gt;ปล ตอนนี้อาศัยเงินค่าเข้ามาสร้างต่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกชิ้นคืองานออกแบบสวนสาธารณะขนาดใหญ่กลางเมืองบาร์เซโลน่า หรือ Parque Güell อันนี้เข้าฟรีครับ ตัวสถาปัตยกรรมนั้นไม่มีอะไรมากครับ ที่น่าสนใจคือ ลวดลายกระเบื้องเคลือบที่จัดจ้านและปราณีต อีกทั้งยังแม่นเรขาคณิตด้วย (ตอนแรกผมคิดว่างานแกเป็น Free form เฉยๆแต่จริงๆแล้วมีพื้นฐานเรขาคณิตในลวดลายที่ดีมาก) ที่มันโดดเด่นในสมัยนั้นเพราะGaudi เป็นต้นคิดเรื่องการเอาเศษกระเบื้องที่สมัยนั้นไม่มีใครสนใจเพราะมันไม่เต็มแผ่น มาสร้างเป็นศิลปะที่ปัจจุบันก็ยังมีอิทธิผลต่องานออกแบบ โดยเฉพาะในงานออกแบบสไตล์เมดิเตอเรเนียน&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN90572.JPG"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/DSCN90572.JPG" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN90452.JPG"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/DSCN90452.JPG" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN91391.JPG"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/DSCN91391.JPG" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;สามรูปนี้ที่ Parque Güell นะครับ&lt;br /&gt;แล้วค่อยพบกับเที่ยวสเปนตอน 2&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14602448-112300170730324481?l=post-metropolis.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://post-metropolis.blogspot.com/feeds/112300170730324481/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14602448&amp;postID=112300170730324481&amp;isPopup=true' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112300170730324481'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112300170730324481'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://post-metropolis.blogspot.com/2005/08/gaudi-1.html' title='Gaudi (เที่ยวสเปนตอน 1)'/><author><name>Nattawut</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08969496439211689910</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/chr_yoshitsune_1969.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14602448.post-112283025898491590</id><published>2005-07-31T10:16:00.000-07:00</published><updated>2005-08-03T11:41:32.753-07:00</updated><title type='text'>จากกรมป่าไม้สู่ ททท.</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;ผมเพิ่งได้มีโอกาสอ่านหนังสือพิมพ์ และได้ทราบข่าวว่าพื้นที่อุทยานดงพญาเย็น-เขาใหญ่-ทับลาน-ปางสีดา ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ จากองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ถึงแม้จะเข้าเกณฑ์เพียงข้อเดียวก็ตามที จวบจนวันนี้เราก็มีมรดกโลกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมรวม 5 แห่งพอดิบพอดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมแอบดีใจเล็กๆ ที่เขาใหญ่เป็นมรดกโลก ด้วยเหตุผลแรกคือเพราะผมได้มีโอกาสคุ้นเคยทำงานที่นั่นช่วงระยะเวลาหนึ่งกับเพื่อนผมหลายๆคน (ซึ่งเชื่อว่าเดี๋ยวคงมีโอกาสมาเยี่ยมในเวบล็อก) ถึงแม้จะไม่ได้มีผลงงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเท่าไหร่นัก แต่ก็ได้เห็นความพิเศษของผืนป่าแห่งนี้ จากคำบอกเล่า ของอดีตพรานบ้าง เจ้าหน้าที่ป่าไม้บ้าง เพื่อนผมเองหลายๆ คนบ้าง และก็ได้รับความรู้มากมายทางพฤกษศาสตร์ที่ก่อนหน้านั้นไม่เคยรู้มาก่อน อีกเหตุผลหนึ่งคือหวังว่าจะเกิดความตื่นตัวในการอนุรักษ์ขึ้นอีกครั้ง (เฮือก)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนึ่งในความรู้ที่ผมทราบนั้น ก็คือแต่ก่อนนั้นกรมป่าไม้ไม่ได้มีบทบาทในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างในปัจจุบัน แต่เป็นหน่วยงานที่ตั้งมาเพื่อตัดไม้ขาย คือ กรมป่าไม้ไม่ได้ตัดเอง แต่ให้สัมปทานพื้นที่ป่าแก่เอกชนโดยตัวเองมีหน้าที่จัดสรรพื้นที่และเก็บค่าสัมปทาน จนกระทั่งป่าไม้และสัตว์ป่าของไทยร่อยหรอลง จนไม่ให้มีการสัมปทานอีกแล้วในปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันที่จริงการขายทรัพยากรไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรธรรมชาติหรือทรัพยากรมนุษย์ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอกครับ ที่ไหนก็ทำแบบนี้ทั้งนั้น อย่างประเทศในตะวันออกกลางก็ขายน้ำมันจนร่ำรวย ในขณะที่ประเทศที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติอะไรมากนักก็ขายทรัพยากรมนุษย์ ไม่ใกล้ไม่ไกลก็สิงคโปร์ ใกล้ๆ บ้านเรานี่เอง เพราะทรัพย์สินส่วนเกิน (surplus)ที่ทำให้คนเรามั่งคั่งขึ้นมาได้ เอามาได้สองทางนี้ จากธรรมชาติก็เช่น การเกษตร ขุดแร่ การประมง ฯลฯ ส่วนที่เอามาจากมนุษย์ด้วยกัน ก็ได้แก่ การค้าขาย หมายถึงคือถ้าเรา ขายของ 100 บาท เมื่อในราคาต้นทุนของมันอยู่ที่ 50 บาท ส่วนต่าง 50 บาทนี้ เราเอามาจากส่วนเกินแรงงานของผู้ซื้อ ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ของคาร์ล มาร์กซ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และเมื่อทรัพยากรอันหนึ่งหมดลงก็หาทรัพยากรอื่นมาขาย เหมือนที่แบบเรียนวิชาภูมิศาสตร์ครั้งหนึ่งบอกว่าภาคใต้ของเราอุดมไปด้วย ดีบุก แต่ปัจจุบันนี้ก็ได้ถูกทดแทนโดยอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้เราไม่มีกรมป่าไม้ในภาพนั้นแล้ว แต่ผมไม่รู้ว่าใครจะรู้สึกเหมือนผมหรือไม่ว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท) นั้นทำหน้าที่เหมือนอดีตกรมป่าไม้ คือ ยังคงวนเวียนขายทรัพยากร ทั้งทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรม จะดีกว่าอดีตกรมป่าไม้ตรงที่รายได้เกิดขึ้นโดยตรงต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น ถึงแม้ว่าเกือบทั้งหมดจะอยู่ในมือนายทุนกลุ่มหนึ่งก็เหอะ แต่ก็ยังจ้างแรงงานท้องถิ่นบ้าง (แต่การสัมปทานป่าในอดีตก็จ้างนะ พวกควาญช้างอะไรอย่างงี้ เป็นต้น)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และผมก็คิดว่าตัวเองไม่ได้เป็นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแบบซ้ายตกขอบ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ตระหนกว่านี่มันผ่านมาจะ 50 ปีแล้ว (นับตั้งแต่เริ่มใช้แผนพัฒนาฯ ฉบับแรก) จนวันนี้เราก็ยังคงเดินหน้าขายทรัพยากรธรรมชาติต่อไป ประหนึ่งว่ามันไม่มีวันหมด ถึงแม้ว่าการท่องเที่ยวจะไม่ได้ก่อให้เกิดความบอบช้ำอย่างชัดเจนต่อทรัพยากรธรรมชาติเหมือนการทำป่าไม้ และได้มีการรณรงค์อนุรักษ์ออกมาต่อเนื่อง แต่ผมก็ไม่ได้เชื่อน้ำยา ททท. มากเท่าไรนัก ตราบเท่าที่ ททท. ยังมีเป้าว่าต้องดึงดูดนักท่องเที่ยวเท่านั้นเท่านี้ มันก็ต้องขยายการลงทุนแหงๆ (และไม่แปลกที่จะมีการบุกรุกพื้นที่ป่าทำรีสอร์ต)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ได้แต่หวังว่า ททท. คงไม่ขายทรัพยากรเหล่านี้จนแห้งกรัง เพราะผมเองคงไม่ได้อยากได้มรดกโลกแห่งใหม่อีกแล้วด้วยเหตุผลที่ว่า "มันเหลือน้อยลงไปทุกวันจนเราต้องเก็บไว้ให้ลูกหลานดู" ซ้ำร้ายผมเองก็ยังไม่เห็นคนท้องถิ่นจะร่ำรวยขึ้นตรงไหน ผมก็ยังรู้สึกว่าพวกเขาก็ยังเหมือนควาญช้างครั้งเมื่อมีกรมป่าไม้แบบในอดีตอยู่เช่นเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะรีดเอาจากธรรมชาติหรือคนด้วยกันก็เอาเหอะครับ ไม่ว่าจะใช้นิทานเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ก็แล้วแต่ แต่เปลี่ยนปกไปก็ไม่ช่วยอะไรเท่าไหร่ เพราะเรื่องนี้เค้าเล่าซ้ำๆ กันจนเก่าแล้วแหละ&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14602448-112283025898491590?l=post-metropolis.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://post-metropolis.blogspot.com/feeds/112283025898491590/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14602448&amp;postID=112283025898491590&amp;isPopup=true' title='6 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112283025898491590'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112283025898491590'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://post-metropolis.blogspot.com/2005/07/blog-post_31.html' title='จากกรมป่าไม้สู่ ททท.'/><author><name>Nattawut</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08969496439211689910</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/chr_yoshitsune_1969.jpg'/></author><thr:total>6</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14602448.post-112263703397065454</id><published>2005-07-29T04:36:00.000-07:00</published><updated>2005-09-01T00:54:58.400-07:00</updated><title type='text'>บ้าน(ราชบ)ดิน(ทร์)หายไปไหน</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;เมื่อซัก 2-3 ปีที่แล้วผมมีโอกาสได้ไปสัมพันธ์คลุกคลี กับกลุ่มคนใน&lt;a href="http://www.semsikkha.org/ashram/ashram20yearsindex.php"&gt;อาศรมวงศ์สนิท &lt;/a&gt;ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งในมูลนิธิเสถียรโกเศศ-นาคะประทีป จากคำเชิญชวนของ เพื่อนเอิร์ธ (นามสมมติ) เพราะเพื่อนเอิร์ธที่เป็นช่างภาพได้รับงานถ่ายรูปประกอบหนังสือที่จัดพิมพ์โดยอาศรม จริงๆ แล้วเอิร์ธรู้จักมักคุ้นกับคนในอาศรมอยู่แล้ว เพราะเป็นพวกคอเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมควรเล่าให้ฟังก่อนเล็กน้อยก่อนว่า อาศรมวงศ์สนิท เป็นชุมชนทางเลือกที่ดำเนินตามหลักการเรื่องความเป็นอยู่อย่างพอเพียง และเป็นสถานที่วิปัสนาสมาธิ ของคนที่ต้องการปลีกวิเวกหาความสงบ ซึ่งสามารถแวะมาได้ครั้งคราว ตัวผมเองก็เคยไปนอนเล่นบ้างประปราย แต่ขณะเดียวกันก็มีกลุ่มคนจำนวนนึงที่ศรัทธาในวิถีทางเลือก ประกอบไปด้วยนักคิด ศิลปิน ปัญญาชน กวี ฯลฯ ที่อาศัยอยู่และดำเนินงานช่วยกิจกรรมอาศรมอย่างสม่ำเสมอ โดยหนึ่งในกิจกรรมชีวิตทางเลือก คือ &lt;a href="http://www.baandin.org/"&gt;"บ้านดิน"&lt;/a&gt; ที่เป็นสถาปัตยกรรมทางเลือก โดยเสนอแนวคิดให้คนปลูกบ้านอยู่เอง ที่ทำจากดินเกือบทั้งหลัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันที่จริงบ้านดินไม่ใช่ของใหม่ (แต่ใหม่ในสังคมไทย) คุณโจน จันได ที่เป็นหัวหอก แกได้แนวคิดนี้มาจากที่สหรัฐอเมริกา และแกก็เห็นว่าสอดคล้องกับแนวทางการพึ่งตนเอง จึงมาสร้างเป็นกิจกรรมทางเลือก อย่างน้อยก็เรื่องที่อยู่อาศัย เพื่อขยายผลให้เกิดชุมชนที่พึ่งตนเองได้ โดยใช้บ้านเป็นเครื่องมือ รายละเอียดผมจะไม่กล่าวถึงมาก เอาเป็นว่า อาศรมมีกิจกรรมทำบ้านดินแล้วกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากเข้าไปคลุกคลีผมก็ได้มีโอกาสรับความรู้เรื่องการสร้างบ้านดิน แนวคิดต่าง ๆ โดยมีเพื่อนผมอีกคนเป็น staff อยู่ก่อนแล้ว&lt;br /&gt;เพื่อนคนนี้ของผมชื่อต่าย (นามสมมติ) ชื่อจริงชื่อ "ราชบดินทร์" ต่ายเป็นเพื่อนที่คณะผมเอง แต่มาทำบ้านดินอยู่ก่อนแล้วโดยคำชวนของเอิร์ธ (อีกแล้ว)ผมเข้าใจว่าต่ายมาทำตรงนี้เนื่องจากเบื่องานออฟฟิศ&lt;br /&gt;ผมควรบอกไว้ด้วยว่า ต่ายเป็นเพื่อนที่มีส่วนสำคัญที่ทำให้ชีวิตผมเป็นอย่างทุกวันนี้ ผมและได้เรียนรู้อะไรจากต่ายมากมาย เรียกได้ว่าเป็นกัลยาณมิตรทางปัญญา (คำนี้ผมไม่ได้คิดเองนะ แต่ลอกมาจาก เวบล็อกอื่น เพราะเห็นว่าเท่ห์ดี)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาที่บ้านดินต่อ&lt;br /&gt;กิจกรรมบ้านดิน ในตอนนั้นเป็นที่ฮือฮามาก ได้รับความสนใจจากสื่อหลายแขนง ก่อตัวขึ้นในหมู่ชนชั้นกลาง มีอาจารย์ นักศึกษา หลายสถาบันมาดูงาน มาวิจัย ทั้งเรื่องการพัฒนาวัสดุ การประหยัดพลังงาน การพัฒนาระบบการก่อสร้างให้เป็นมาตรฐานขึ้น ฯลฯ ความนิยมของบ้านดินนี้ ส่วนหนึ่งสอดคล้องกับ วาทกรรม "ทางเลือก" ที่เป็นที่นิยมหรือเป็นกระแสขณะนั้น เช่นพวกอาหารชีวจิต ดนตรีนอกกระแส(แต่ไม่ใช่เด็กแนวนะ) ใจผมเองนั้นคิดว่า การพัฒนาเรื่องวัสดุหรือเรื่องพลังงานอะไรนั้นมันก็ฟังดูดีหรอก แต่สาระของบ้านดินมันอยู่ที่การสร้างบ้านด้วยมือตัวเองต่างหาก มันถึงได้ "สด" แบบในรูปข้างล่าง เพราะมันแทบจะไม่ได้แปรรูปอะไรเลย แค่นำดินไปตากแดด ก็เป็นวัสดุก่อผนังได้แล้ว แต่ถ้าวิทยาการพัฒนาคุณสมบัติด้านอื่นๆ ของบ้านดินทำให้เจ้าของบ้านต้องพึ่งคนอื่นมากขึ้น พึ่งกระบวนการผลิต พึ่งตลาด เสียแล้ว บ้านดินก็ทำหน้าที่ได้อย่างมากก็ป็นแค่วัสดุก่อสร้างที่ทำมาขายแข่งกับ อิฐบล็อก อิฐมอญ เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ก็มีหลายคน เดินทางมาดูงานเพราะอยากบริโภคสัญญะ "ทางเลือก" กับเขาบ้าง ถึงขนาดจ้างคนในอาศรมไปสร้างบ้านด้วยดินให้เขาเลย ซึ่งก็ได้แต่ปฏิเสธไปว่าสอนให้น่ะได้ แต่ต้องสร้างเอง เพราะถ้าจ้างคนมาสร้างแค่เริ่มคิดก็ต้องพึ่งคนอื่นเสียแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่แล้วมัน (บ้านดิน) ก็หายไปจากความสนใจของชนชั้นกลางอย่างรวดเร็วเช่นกัน จนถึงตอนนี้ผมก็ไม่ได้ยินข่าวอะไรทั้งสิ้นเกี่ยวกับบ้านดินอีกเลย (คงเพราะผมอยู่ต่างแดนด้วยมั้ง) ตอนนี้ถ้าเข้าใจไม่ผิดไม่น่าจะมีใครไปดูงานบ้านดินที่อาศรมมากมายนัก ผมคิดว่าดีแล้ว กิจกรรมบ้านดินที่อาศรมก็จะได้เน้นการออกไปสร้างชุมชนทางเลือกจริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่าย(นามสมมติ)ที่ง่วนอยู่กับการเป็นวิทยากรบ้านดินให้ชุมชนต่างๆ ตลอดจนการเขียนหนังสือคู่มือการสร้างบ้านดินอยู่พักใหญ่ ก็ได้อานิสงฆ์จากการทำชุมชนทางเลือก จนขณะนี้ไปสร้างชีวิตทางเลือกของตัวเอง โดยทำวนเกษตรเต็มตัวอยู่ที่เชียงใหม่ และออกไปจากระบบทุนนิยมเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ (คิดว่าดำรงชีพด้วยระบบ Barter System คือแลกของกันใช้ ไม่ใช้เงินแล้ว) แต่ยังมาช่วยงานที่อาศรมอยู่เนืองๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ล่าสุดคือเมื่อปีที่แล้วผมได้มีโอกาสคุยโทรศัพท์ผ่านมือถือของเพื่อนต่ายอีกที(ต่ายเลิกใช้โทรศัพท์ด้วย)เพราะอยากคุยกับต่ายเนื่องด้วยผมคงไม่ได้อยู่เมืองไทยซักระยะ แต่แล้วเสียงปลายสายบอกกับผมว่า "ต่ายไม่อยู่ อยู่ที่นา มีอะไรด่วนรึป่าว จะได้บอกต่ายให้"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ้นบทสนทนา มันทำให้ผมมีความรู้สึกบรรยายไม่ถูก ได้แต่ยิ้มในใจลึกๆ&lt;br /&gt;หวังว่า "บ้าน(ราชบ)ดิน(ทร์)" คงไม่หายไปจากพวกเราตลอดกาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN71742.JPG"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/DSCN71741.JPG" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;เอารูปการสร้างบ้านดินมาฝากด้วยครับ เทคนิคนี้เรียกว่า "Rattle and Darf" (หวังว่าสะกดไม่ผิดนะ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN71762.JPG"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/DSCN71761.JPG" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;รูปการทำบล็อกอิฐ (ดิน)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14602448-112263703397065454?l=post-metropolis.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://post-metropolis.blogspot.com/feeds/112263703397065454/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14602448&amp;postID=112263703397065454&amp;isPopup=true' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112263703397065454'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112263703397065454'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://post-metropolis.blogspot.com/2005/07/blog-post_29.html' title='บ้าน(ราชบ)ดิน(ทร์)หายไปไหน'/><author><name>Nattawut</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08969496439211689910</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/chr_yoshitsune_1969.jpg'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14602448.post-112247563987069511</id><published>2005-07-27T07:37:00.000-07:00</published><updated>2005-09-01T00:50:30.590-07:00</updated><title type='text'>Field trip with AA</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;ผมควรสังวรณ์ว่าถ้าขืนผมเล่าเรื่องด้วยสปีดขนาดนี้ ผมคงมีแรงเขียนไม่นาน ต้องเลิกไปก่อนเวลาอันควร ผมจะลดความถี่ลงนะครับ พอดีช่วงนี้มันว่างๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อต้นปีผมได้มีโอกาสไปทัศนศึกษาทางสถาปัตยกรรมกับ &lt;a href="http://www.aaschool.ac.uk/"&gt;The Architectural Association&lt;/a&gt; (AA) หนึ่งในโรงเรียนสถาปัตยกรรมชื่อดังของโลก โดยคำเชิญชวนของน้องแป้ง (นามสมมติ) ที่ศึกษาอยู่ที่โรงเรียนแห่งนี้ ผมก็ขอขอบคุณน้องแป้งไว้ ณ ที่นี้เลย เพราะถ้า AA ไม่จัดทัศนศึกษาในเยอรมันผมคงไม่ได้มีโอกาสเปิดหูเปิดตา แต่เสียดายที่ผมมีเวลาน้อย จึงได้ร่วมทัศนศึกษาด้วยเพียงเมืองเดียวเท่านั้นคือ ที่ Stuttgart&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่แค่นี้ก็เพียงพอแล้วเพราะเป็นที่ที่ตรงกับความสนใจผมอยู่แล้ว โดยผมมีความประทับใจอยู่สองอย่าง ภายหลังจากการทัศนศึกษาครั้งนี้ อย่างแรกก็คือ ผมได้มีโอกาสชมงานต้นแบบของ Frei Otto พ่อมดแห่ง Tensile Structure ที่ใช้เป็นต้นแบบในการออกแบบสนามฟุตบอล Olympic stadium (แต่คนออกแบบอาคารหลังนี้คือ Gunter Behnisch หนึ่งในเจ้าพ่อ Deconstruction)ที่เมืองมิวนิก โดย Otto ได้สร้างอาคารขนาดเล็ก (จริงๆ ก็ไม่เล็กนะ) ในมหาวิทยาลัย Stutgart เพื่อศึกษาพฤติกรรมของโครงสร้างของ Cable ที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อเปลี่ยนจุดรับแรงในรูปแบบต่างๆ อาคารต้นแบบของ Otto ปัจจุบันใช้เป็นที่ทำงานของศาสตรจารย์ Soebeck (คือจริงๆ trip นี้จะมาดูงานตาคนนี้แหละแต่ผมพบว่างานที่ทำงานแกน่าสนใจกว่า) สิ่งที่น่าทึ่งคือ อาคารหลังนี้พาดช่วงกว้างกว่า 20 เมตร โดยใช้เสาเพียงต้นเดียว (แบบกระโจมน่ะครับ) และผมก็คิดในใจเมื่อเข้าไปภายในอาคารว่า "โห แม่งโคตรเดิ้นเลยว่ะ" ทั้งๆ ที่มันก็สร้างเสร็จมาแล้วตั้ง 30 ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมควรบอกไว้เป็นเกร็ดความรู้ว่า มหาวิทยาลัย Stuttgart จัดเป็นโรงเรียนสถาปัตยกรรมชั้นแนวหน้าของเยอรมันทางสถาปัตยกรรมสาย Avant-garde, Postmodern, Deconstructivist ซึ่งเป็นคู่กัดกับ TUM (Technical University of Munich) อีกหนึ่งในโรงเรียนสถาปัตยกรรมชั้นแนวหน้าที่สืบทอดปณิธานจาก Bauhaus มาอย่างเหนียวแน่น อันนี้นอกเรื่องนะครับ เล่าสู่กันฟัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความประทับใจอย่างที่สอง แบบประทับใจสุดๆ คือผมได้เห็น "Weissenhofsiedlung" กะตาตัวเอง ใครที่ไม่ทราบว่า มันคืออะไรเดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังคร่าวๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเองรู้จัก Weissenhofsiedlung มาตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือแล้ว อาจเพราะผมชอบอ่านงานสถาปัตยกรรมโมเดิร์นเป็นพิเศษ เลยจำได้ว่ามันอยู่ในเยอรมัน และเป็นนิทรรศการการแสดงนวัตกรรมทางสถาปัตยกรรมที่ลือลั่นที่สุดในสมัยนั้น ถือเป็นรากฐานทั้งปวงของสถาปัตยกรรมโมเดิร์นเลยก็ว่าได้ เพราะหลายคนของผู้แสดงงานก็สอนอยู่ใน Bauhaus&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Weissenhofsiedlung คือกลุ่มอาคารพักอาศัยสมัยโมเดิร์นสร้างราวทศวรรษที่ 30 ที่นำโดยสถาปนิกชื่อดัง Ludwig Mies van de Rohe ที่ต้องการสร้างกลุ่มอาคารพักอาศัยเพื่อประกาศการเข้าสู่ยุคโมเดิร์นทางสถาปัตยกรรม ที่เสาอาคารกับผนังไม่ต้องเดินคู่กันอีกแล้ว อีกทั้งเป็นการปฏิวัติความหมายของที่ว่างครั้งสำคัญ โดยงานนี้ Mies ได้เชิญสถาปนิกหัวก้าวหน้าจากทั่วยุโรปในสมัยนั้นมาร่วมออกแบบ ได้แก่ Le Corbusier (Charles A. Jeaneret), Peter Behrens, Walter Gropius, Hans Scharoun, ฯลฯ โดยในช่วงแรกจะจัดเป็นนิทรรศการให้คนดูด้วย เหมือนหนึ่งสะท้อนนวัตกรรมทางสถาปัตยกรรม และภายหลังก็ขายให้คนได้เข้ามาอยู่จริง (ผมเพิ่งมาเห็น concept "House is a machine of living" ของ Corbu กับตานี่เอง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ปัจจุบันอาคารที่ออกแบบโดยสถาปนิกเยอรมัน ทั้งหมดถูกฮิตเลอร์รื้อทิ้งไปแล้ว เพราะรับไม่ได้กับอาคารที่ไม่มีหลังคาและไม่มีวัฒนธรรม (จากเหตุผลที่ฮิตเลอร์อ้าง)ถึงขนาดฮิตเลอร์จงเกลียดจงชังแนวความคิดนอกคอกแบบนี้มาก ถึงขนาดสั่งปิด Bauhaus จนเจ้าสำนักทั้งหลายต้องหนีไปอยู่สหรัฐอเมริกา (แต่ Mies van de Rohe ก็มาโด่งดังที่ IIT ภายหลัง) ปัจจุบัน Weissenhofsiedlung คงเหลือแต่งานของสถาปนิกต่างชาติ (โชคดียังเหลืองานของ Corbu)งานของสถาปนิกเยอรมันที่เหลือก็มีเพียงงานของ Mies van de Rohe หลังเดียวเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกวันนี้ใน Weissenhofsiedlung ก็ยังมีคนอาศัยอยู่นะครับ แต่ก็มีการต่อเติมปรับเปลี่ยนการใช้งานไปบ้าง ข้างในอาคารหลายหลังก็ไม่ได้เหมือนกันตอนแรกที่สถาปนิกออกแบบไว้เท่าไหร่แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่สำหรับคอสถาปัตยกรรมโมเดิร์นแบบผมแล้ว พูดได้คำเดียวว่า "สุดยอดเลยครับพี่"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN9944.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/DSCN9944.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;อันนี้ภาพถ่ายภายนอกต้นแบบของ Frei Otto ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN9947.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/DSCN9947.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;อันนี้ภายใน มีเสาต้นนี้ต้นเดียวแหละครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN9954.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/DSCN9954.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;อีกรูป ข้างในกว้างมาก&lt;br /&gt;อ่อ ลืมบอกว่า สมัยก่อนไม่มีคอมฯ ช่วยคำนวณเลยต้องสร้างต้นแบบ 1:1 น่ะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/IMG_04951.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/IMG_04951.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;เทียบกับ Olympic stadium ของจริง ที่ Behnisch ออกแบบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN7700.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/DSCN7700.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;อีกรูป มุมจากทางเข้าตัวกระโจม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/weissenhof%20siedlung6(Mies)3.JPG"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/weissenhof%20siedlung6%28Mies%293.JPG" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;Weissenhofsiedlung&lt;br /&gt;หลังนี้ของ Mies เจ้าของวลีอมตะ "Less is More" สมัยยังไม่แปลงร่างเป็นกล่องกระจก&lt;br /&gt;สำหรับผมชั่วโมงนี้ ต้องขอบอกว่า "เชยระเบิดเลยพี่ เหมือนแฟลตเคหะที่บ้านผมเลย" (แต่ประทับใจอยู่ดี) อย่างว่าครับ ต้นแบบของอาคารสมัยใหม่บ้านเรานี่เอง&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/weissenhof%20siedlung1(p.%20behren)5.JPG"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/weissenhof%20siedlung1%28p.%20behren%295.JPG" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;งานของ Peter Behrens(เข้ารอบมาเพราะคนอื่นถอนตัว)คอนเซปต์ดีครับ แต่สังเกตหน้าต่าง ยังเป็นบล็อกๆ แบบ tradition อยู่เลย (ผมว่าดูแล้วก็เชยเหมือนกัน)คนอื่นเค้าทำ Ribbon window กันแล้ว&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN99285.JPG"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/DSCN99285.JPG" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;นี่สุดยอด ต้องอันนี้ครับ ของ Le Corbusier "House is a machine of living" ตัวจริง เอาแนวคิดมาจากตู้รถไฟ แถมด้วย Ribbon window อาคารเป็นเรื่อง System of Circulation and Space ล้วนๆ (แต่ไม่รู้ต้นแบบสีนี้หรือเปล่านะ)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14602448-112247563987069511?l=post-metropolis.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://post-metropolis.blogspot.com/feeds/112247563987069511/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14602448&amp;postID=112247563987069511&amp;isPopup=true' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112247563987069511'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112247563987069511'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://post-metropolis.blogspot.com/2005/07/field-trip-with-aa_27.html' title='Field trip with AA'/><author><name>Nattawut</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08969496439211689910</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/chr_yoshitsune_1969.jpg'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14602448.post-112239421134628509</id><published>2005-07-26T09:09:00.000-07:00</published><updated>2005-08-03T11:39:11.033-07:00</updated><title type='text'>สังคมความรู้แบบพี่น้องตระกูลกริมมส์</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;นิทานเด็กที่โด่งดังทั่วโลกของพี่น้องตระกูลกริมมส์ (Brother Grimms) คิดว่าหลายคนคงเคยได้ยินหรือรู้จักผ่านหูมาบ้าง ไม่ว่าจะเป็น ซินเดอเรลล่า หนูน้อยหมวกแดง สโนไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ด หรือ Hansel and Gretel&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาเข้าจริงๆแล้วอีตาพี่น้องสองคนนี่แกไม่ได้แต่งนิทานเลยซักเล่มนะครับ ผมมารู้ทีหลังตอนไปพิพิธภัณฑ์พี่น้องตระกูลกริมมส์ในเมืองที่ผมอยู่เนี่ยแหละ แถมคนญี่ปุ่นแห่มาเที่ยว จนขนาดต้องพิมพ์โบรชัวร์เป็นภาญี่ปุ่นเลยทีเดียว สิ่งที่แกสองคนทำคือแกเดินทางรวบรวมเรื่องเล่าพื้นบ้านที่ไม่ได้มีการบันทึกให้เป็นเรื่องเป็นราว จนมาเป็นเรื่องราวซะ หรือพูดง่ายๆ คือแกเป็นบรรณาธิการนั่นเอง ไม่ได้แต่งนิทานอะไรนั่นหรอกครับ&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN8781.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/DSCN8781.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าแกเป็นหนึ่งในคนสถาปนาความรู้ว่าด้วยเรื่องนิทานเด็กขึ้นมาเหมือนกัน (การรวมรวมความรู้ที่มีอยู่แล้วถือเป็นการสร้างองค์ความรู้แบบหนึ่ง) อันที่จริงผมก็ไม่ได้รังเกียจการสร้างความรู้แบบนี้หรอกนะครับ เพราะความรู้หลายๆ อย่างในโลกก็ได้มาด้วยวิธีนี้ทั้งนั้น เช่น (จากการที่ได้คุยกับเพื่อนชาวโคลัมเบีย)ตำราพฤกษศาสตร์พื้นเมืองในโคลัมเบีย ก็ได้จากการไปถามเอาความรู้เรื่องพืช สมุนไพร จากคนเผ่าต่างๆ จนรวบรวมเป็นองค์ความรู้ชุดหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนำซ้ำผมก็เห็นว่าดีเสียอีกที่มีคนอย่างพี่น้องตระกูลกริมมส์ เพราะถ้าไม่มีแกแล้วเด็กๆ คงไม่มีนิทานดีๆ อ่านกันอย่างกว้างขวางทุกวันนี้ ก็คงเป็นเรื่องเล่ากันแคบๆ ต่อไปเฉพาะถิ่นเท่านั้น แต่ที่ผมคิดก็คือว่า แหม!! มันช่างเหมือนกันกับเรื่องลิขสิทธิ์ทางปัญญาเสียนี่กระไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในสังคมสมัยพี่น้องตระกูลกริมมส์ที่ยังไม่มีเรื่องลิขสิทธิ์ทางปัญญา เรื่องแบบนี้เป็นการสร้างความรู้ให้เป็นระบบหรืออย่างน้อยก็เป็นการจัดเรียงข้อมูลให้เป็นระบบ ผมหมายถึงความรู้มันมีอยู่แล้ว การจัดการความรู้ให้มีประสิทธิภาพย่อมทำให้ความรู้กระจายในวงกว้าง และก็เกิดประโยชน์ให้คนอื่นเอาไปใช้พัฒนาชีวิตได้อย่างเต็มคนบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในทางกลับกัน ด้วยวิธิคิดอย่างเดียวกัน แต่เปลี่ยนเป็นเงื่อนไขปัจจุบัน เรื่องมันก็เป็นอย่างที่รู้กันว่าทุกวันนี้ถ้าเราปลูกข้าวหอมมะลิอยู่ดีๆ สักวันหนึ่งคงมีคนมาฟ้องร้องเราได้ ฐานละเมิดลิขสิทธิ์พันธุ์ข้าว ทั้งๆที่ความรู้เรื่องพันธุ์ข้าวพื้นเมืองมันก็มีอยู่แล้ว ปู่ย่าตายายก็ปลูกมาตั้งนาน แต่อย่างว่าและครับ ดันไม่สถาปนาความรู้ให้เป็นของตัว เลยโดนคนอื่นฉกเอาไปซะ กลายเป็นเรื่องใครมาก่อนมีสิทธิ์ก่อนไปเสียนี่ สมัยที่โคลัมบัสค้นพบทวีปอเมริกา อเมริกาก็เป็นทรัพยากรของอังกฤษเหมือนกัน ด้วยวิธีคิดเดียวกันคือถึงก่อนมีสิทธิ์ก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความรู้ก็คือสินค้าครับ หรืออย่างน้อยก็ถูกทำให้เป็นสินค้าซะแล้ว เหมือนกับวัฒนธรรม (เพลง ตลาดน้ำ มวยไทย ฯลฯ)ขณะเดียวกันความรู้ก็คือทรัพยากรด้วย ผมทึกทักเอาเองว่า ถ้าเราเปรียบการพัฒนาเหมือนการวิ่ง โดยมีความรู้เป็นปลายทางแล้ว คนที่ถึงก่อนเนี่ยถ้าวิ่งแข่งกันใหม่มันก็ถึงก่อนทุกเรื่อง เพราะผมทึกทักเอาเองว่ามันเหมือนตอนแรกเราวิ่งแข่งไปเอาจักรยาน แล้วถ้าผมแพ้แล้วให้วิ่งแข่งใหม่ไปเอารถยนต์ คิดว่าหมอนั่นมันจะยอมทิ้งจักรยานมาวิ่งตัวเปล่าๆ กับผมเหรอ มันก็ต้องขี่จักรยานไปเอาอยู่แล้ว ส่วนผมก็วิ่งลิ้นห้อยไปเถอะ ความรู้มันก็เหมือนจักรยานแหละครับ แล้วโอกาสที่ผมจะได้จักรยานนั้นมีได้ก็ต่อเมื่อ หมอนั่นมันโดดไปขี่รถเก๋งเสียแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมสงสัยแค่ว่าถ้าผมอยากเป็นคนที่เต็มคนบ้าง แล้วเกิดขาสั้นวิ่งไม่ทันเขา ผมจะยังพอจะยังหวังได้ว่าพอมีสังคมความรู้แบบพี่น้องตระกูลกริมมส์หลงเหลืออยู่มั้ย ในขณะที่สังคมวันนี่นั้นความรู้เป็นทรัพยากร ถ้าความรู้เป็นทรัพยากรก็แปลว่า ไม่ใช่ทุกคนนะครับจะเข้าถึงได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้ายก็ได้แต่พูดกับตัวเองว่า "เออ ฝันไปเหอะมึง"&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14602448-112239421134628509?l=post-metropolis.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://post-metropolis.blogspot.com/feeds/112239421134628509/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14602448&amp;postID=112239421134628509&amp;isPopup=true' title='7 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112239421134628509'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112239421134628509'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://post-metropolis.blogspot.com/2005/07/blog-post_112239421134628509.html' title='สังคมความรู้แบบพี่น้องตระกูลกริมมส์'/><author><name>Nattawut</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08969496439211689910</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/chr_yoshitsune_1969.jpg'/></author><thr:total>7</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14602448.post-112224462647219259</id><published>2005-07-24T15:23:00.000-07:00</published><updated>2005-08-03T11:47:20.303-07:00</updated><title type='text'>ธิดาสวนแตงเมืองฝรั่ง</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;Herzlich Wilkommen,&lt;br /&gt;Heute haben wir die neue Kirschenkönigin, "Jenifer die Erste" (เจนนิเฟอร์ที่หนึ่ง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อสิ้นคำประกาศของโฆษกงานประกวดธิดาสวนเชอรี่ แห่งเมือง Witzenhausen ที่จัดเป็นประจำทุกปีจนย่างเข้าสู่ปีที่ 39 ในปีนี้แล้ว "Katharina die Zweite" หรือ คาธารีน่าที่สอง ธิดาสวนเชอรี่ของปีที่แล้ว ถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ ในอันที่เธอจะต้องอำลาจากความเป็นตัวแทนเมืองของเธอในการประชาสัมพันธ์ความอร่อยของเชอรี่จากบ้านเกิดเมืองนอนของเธอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครับ!! ที่ผมเกริ่นมามันก็คืองานเทศกาลผลไม้ประจำปีของเมือง Witzenhausen ซึ่งเมืองนี้เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในการปลูกเชอรี่ว่ามีรสชาติดีมาก (ผมชิมแล้วก็อร่อยดีนะ) และไอ้การประกวดนางงามที่ว่ามันก็คือๆ กันกับการประกวดนางงามสวนลิ้นจี่หรือสวนแตงบ้านเราดีๆ นี่เอง หน้าที่หลักของธิดาสวนเชอรี่ก็คือการออกไปประชาสัมพันธ์เชอรี่ของเมืองให้เป็นที่รู้จัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยความที่คุ้นเคยกับการประกวดนางงามแบบไทยๆ มานาน แวบแรกที่ผมคิดก็คือ "ทำไมฝรั่งมันตอแหลอย่างงี้(วะ) กะอีแค่ประกวดนางงามผลไม้นี่ต้องถึงขนาดร้องไห้เลยหรือ ถ้าได้เป็นนางงามจักรวาลมันไม่ต้องหามส่งโรงพยาบาลเลยหรือไง" โดยผมมารู้ภายหลังว่า เค้าจัดกันมายาวนานแล้ว ถึงขนาดคนออกมาดูกันทั้งเมือง หรือจะเรียกว่าเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่หน่อยก็คงไม่ผิดนัก(เมืองนี่ส่วนมากเป็นคนแก่นะครับ) และคนต่างชาติอย่างผมก็จัดเป็นตัวประหลาดในงานอยู่พอสมควร ด้วยที่ว่าไม่มีนักท่องเที่ยวที่ไหน โผล่หัวเข้าไป เพราะมันไม่มีอะไรให้ดูมากมายนัก แต่สิ่งที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ ผู้ประกวดจะต้องมีคุณสมบัติที่เป็นชาวเมือง Witzenhausen โดยกำเนิด แปลว่า ทะเร่อทะร่ามาประกวดนี่ไม่ได้นะครับ เพราะเค้าจะรู้ดีว่าลูกเต้าเหล่าใคร และผู้ชนะจะได้รับการแห่ล่องเรือมาตามน้ำก่อนจะมาขึ้นโชว์ตัวที่จัดโดยเทศบาล รางวัลของผู้ชนะก็ได้แก่ ล็อกเก็ตห้อยคอทองคำแท้อันเล็กที่เป็นรูปพวงเชอรี่ แล้วก็บัตรพักโรงแรมฟรีทั้งปี (ในกรณีที่ต้องไปประชาสัมพันธ์ผลผลิตภายนอกเมือง) ก็เท่านั้นเองครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอรู้เรื่องอย่างนี้แล้ว สำหรับผมแล้ว ธิดาสวนแตงเมืองฝรั่งจะสวยหรือไม่คงไม่สำคัญแล้ว แต่ทำให้ผมได้เข้าใจขึ้นมาอีกนิดว่า ไอ้การเป็นตัวแทนชุมชนในการบอกเล่าเรื่องราวบางอย่างที่เป็นความภาคภูมิใจของชุมชนที่ตนสังกัดอยู่นั้น ตลอดจนประสบการณ์ที่เธอได้รับในหนึ่งปีของการทำหน้าที่มันถึงได้ทำให้เธอกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN3044.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/DSCN3044.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ผมไม่มีข้อมูลเรื่องการประกวดธิดาสวนแตงบ้านเรา เพราะไม่เคยไปดูกับตาตัวเอง แต่ถ้าเข้าใจไม่ผิดผมเข้าใจว่าการประกวดนางงามในบ้านเราที่นับวันจะเป็นเรื่องพานิชไปหมดแล้ว ก็รางวัลมันออกจะล่อใจนี่ครับ ใครล่ะไม่อยากได้ (แต่อย่าลืมนะครับว่าค่าของรางวัลนั้นมีต้นทุนที่ต้องจ่ายเสมอ ไม่ว่ามันจะอยู่ในรูปแบบใดก็ตาม) และผมก็ไม่กล้าคิดไปไกลกว่านั้นว่านางงามสวนลิ้นจี่บ้านเรานั้น จะเคยปลูกหรือรู้จักพันธ์ลิ้นจี่เป็นอย่างดีพอที่จะประชาสัมพันธ์ให้คนสนใจ หรือไม่ มิพักพูดถึงการประกวดธิดาตัวแทนสินค้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สบู่ ยาสระผม หรือนิตยสาร ที่มีกันอยู่ทุกวี่วัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความสามารถในการพรากเอาคนออกจากชุมชนหรือเครือข่ายทางสังคมอันนี้ ส่งผลให้การประกวดไม่ต้องมีบริบทใดๆ มารองรับ จะจัดถี่แค่ไหน ต่างกรรมต่างวาระยังไง ในโอกาสอะไรก็ทำได้ทั้งนั้น เพราะไม่จำเป็นต้องรู้หรือสนใจว่าใครเป็นใครอีกแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องการประกวดนี้ผมพูดได้เต็มปากเลยว่าเราเดินมาไกลกว่าฝรั่งหลายขุมนักครับ!!!!&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14602448-112224462647219259?l=post-metropolis.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://post-metropolis.blogspot.com/feeds/112224462647219259/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14602448&amp;postID=112224462647219259&amp;isPopup=true' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112224462647219259'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112224462647219259'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://post-metropolis.blogspot.com/2005/07/blog-post_24.html' title='ธิดาสวนแตงเมืองฝรั่ง'/><author><name>Nattawut</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08969496439211689910</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/chr_yoshitsune_1969.jpg'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14602448.post-112220026602937774</id><published>2005-07-24T02:38:00.000-07:00</published><updated>2005-08-03T11:46:51.230-07:00</updated><title type='text'>KZ-Dachau</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/bunker_innen_500_pix.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/bunker_innen_500_pix.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;"Dachau - the significance of this name will never be erased from German history. It stands for all concentration camps which the Nazis established in their territory."&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;..Eugen Kogon..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 1933 Heinrich Himmler ได้สั่งให้สร้างค่ายกักกันขึ้นที่เมือง Dachau และนั่นคือจุดกำเนิดของโศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของมวลมนุษยชาติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปีนี้เป็นปีที่ในเยอรมันพูดถึงเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่สองกันมากที่สุดปีหนึ่ง เนื่องจากเป็นปีครบรอบ 60 ปีแห่งการปลดปล่อยค่ายนักโทษทางการเมืองแห่งนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;ค่าย'ดาเคา' (Dachau concentration camp)อาจถือได้ว่าเป็นรากฐานสำคัญของพรรคนาซี และเป็นต้นแบบของค่ายกักกันชาวยิวที่น่าสยดสยองทั่วโลก โดยเฉพาะ 'ห้องรมแก๊ส' (Gas chamber)ที่สังหารหมู่ชาวยิวไปกว่า 6 ล้านคนในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อแรกเริ่มนั้นสมัยที่ฮิตเลอร์ เรืองอำนาจในช่วงต้นๆ ค่ายนี้ถูกสร้างขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์สองประการ ประการแรกคือเป็นที่คุมขังนักโทษทางการเมืองที่มีความเห็นขัดแย้งกับพรรคนาซี และ ประการที่สองใช้เป็นโรงเรียนที่ฝึกหน่วยสังหาร 'SS' (Schutzstaffe)ที่เป็นหน่วยทางหารที่ขึ้นตรงต่อฮิตเลอร์ และมีส่วนสำคัญในแผนการรักษาอำนาจของอาณาจักรไรซ์ที่สาม ไม่ว่าจะเป็นการลอบสังหาร การให้ร้ายศัตรูทางการเมือง การสร้างสถานการณ์และปูทางสู่อำนาจที่ชอบธรรมต่อพรรคนาซี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นาซีได้สร้างค่ายกักกันชาวยิวขึ้น โดยใช้ค่าย 'ดาเคา' แห่งนี้เป็นต้นแบบ ไม่ว่าจะเป็น แผนผังเรือนนักโทษ ศุนย์บัญชาการค่าย ตลอดจนถึงห้องรมแก๊ส ที่เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ดทั่วยุโรปในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเฉพาะที่ ค่าย 'เอ้าสวิช'(Austwitzch) ในโปแลนด์ นับเป็นค่ายที่ใหญ่ที่สุด ที่ชาวยิวจำนวนกว่า 2 ล้านคนถูกสังหารหมู่ (Genocide) อาจกล่าวได้ว่าค่ายกักกัน ใช้เป็นตัวชี้วัดอย่างดีถึงความสำเร็จในการแผ่อำนาจของพรรคนาซีในสมัยนั้น &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/befreiung_500_pix.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/befreiung_500_pix.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; พรรคนาซีปิดหูปิดตาคนเยอรมันไม่ให้รู้ถึงการกระทำอันโหดร้ายของตนเอง ยิ่งห่างจากเยอรมันเท่าไหร่ ความโหดร้ายของค่ายกักกันก็จะทวีความรุนแรงมากขึ้น เพราะฉะนั้นในค่ายแห่งนี้ตลอดจนค่ายอื่นๆในเยอรมันนี้จึงไม่มีการสังหารหมู่ ใช้เพียงคุมขังนักโทษทางการเมืองเท่านั้น ภายหลังเมื่อเยอรมันพ่ายแพ้สงครามโลก ค่ายกักกันทั่วโลกจึงได้ทยอยปลดปล่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อวันที่ 29 เมษายน 1945 ค่ายกักกัน ณ เมือง Dachau ได้รับการปลดปล่อยโดยกองกำลังพันธมิตร และเป็นอันสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองลง&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14602448-112220026602937774?l=post-metropolis.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://post-metropolis.blogspot.com/feeds/112220026602937774/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14602448&amp;postID=112220026602937774&amp;isPopup=true' title='5 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112220026602937774'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112220026602937774'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://post-metropolis.blogspot.com/2005/07/kz-dachau.html' title='KZ-Dachau'/><author><name>Nattawut</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08969496439211689910</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/chr_yoshitsune_1969.jpg'/></author><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14602448.post-112219122053405637</id><published>2005-07-24T00:02:00.000-07:00</published><updated>2005-08-03T11:37:38.503-07:00</updated><title type='text'>Lanna-Bayern</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN6912.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/DSCN6912.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; ผมเพิ่งทราบตอนที่มาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ ว่าเยอรมันในปัจจุบันนี้นั้น เมื่อแต่เดิมประกอบขึ้นด้วยอาณาจักรสองอาณาจักรเป็นอย่างน้อย คืออาณาจักรปรัสเซียที่มีศูนย์กลางที่มหานครเบอร์ลินในปัจจุบัน และอาณาจักรบาเยิร์น (บาวาเรีย) ที่มีศุนย์กลางที่เมืองมิวนิก รัฐบาเยิร์นทางตอนใต้ของเยอรมัน แต่เดิมนั้นไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศนี้นะครับ เดิมทีเมื่อก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 บาเยิร์นเป็นอาณาจักรอิสระที่มีกษัตริย์เป็นของตนเอง ที่รุ่งรืองถึงขีดสุดสมัย บาโรค-ร็อคโกโก ที่มีสายสัมพันธ์ค่อนข้างจะแนบแน่นกับราชวงศ์ทางออสเตรีย-ฮังการี แต่ก็ได้ถูกรวมชาติเป็นเยอรมันในภายหลัง ในสมัยของบิสมาร์ค เมื่อเยอรมันได้สิ้นสุดการปกครองโดยกษัตริย์ลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รัฐบาเยิร์นมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นเป็นของตนเอง ทั้งทางสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรม อาจกล่าวได้ว่าถึงแม้จะรวมเป็นชาติเยอรมันแล้ว แต่ลึกๆ คนบาเยิร์นจะภูมิใจในความเป็นบาเยิร์นของเค้ามากๆ เช่นมี เบียร์อันโด่งดังของแคว้น (Paulaner) งานเทศกาลเบียร์ Oktoberfest มีรถยนต์ที่ผลิตเอง ที่เอาธงของรัฐเป็นโลโก้ (BMW = Bavaria Motor Works)มีทีมฟุตบอลชื่อดัง (Bayern Munich)ตลอดถึงความที่เคยมีกษัตริย์ของตนเอง เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN1322.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/DSCN1322.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; สิ่งนี้ทำให้ผมคิดถึงความคล้ายคลึงอย่างหนึ่งทำนองนี้ในบ้านเรา (แต่ไม่ได้หมายถึงความคล้ายทางภูมิศาสตร์)นั่นคือ อาณาจักรล้านนาที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง แตกต่างจากอาณาจักรปรัสเซียแบบไทยๆ (อยุธยา-รัตนโกสินทร์)ที่ล้านนาเองก็มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับอาณาจักรทางเหนือ ก่อนที่จะถูกรวมเป็นสยามประเทศอย่างในปัจจุบัน และเมืองเชียงใหม่เองอาจเทียบเคียงได้กับเมืองมิวนิกในฐานะที่เป็นเมืองหลวงรัฐแป็นเมืองสำคัญทางเศรษฐกิจ สิ่งที่สะท้อนใจผมมากๆ คือ ในขณะที่บาเยิร์น-มิวนิกพัฒนาเมืองโดยรักษาฐานทางวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็น สถาปัตยกรรม ศิลปะ ผู้คนเป็นของตนเองขึ้นมาได้ ในขณะที่ล้านนากำลังจะรับเอาวาทกรรมการพัฒนาจากส่วนกลางมาทั้งดุ้น เช่น โครงการทางด่วนที่ลอกแบบความล้มเหลวมาจาก กทม หรือความอ่อนแอของท้องถิ่นที่ไม่อาจผสานรากตัวเองควบคู่ไปกับการพัฒนาได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนตายผมจะได้เห็นรถรางวิ่งในเชียงใหม่ แทนที่จะเป็นตอม่อทางด่วนไหมหนอ!!!&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14602448-112219122053405637?l=post-metropolis.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://post-metropolis.blogspot.com/feeds/112219122053405637/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14602448&amp;postID=112219122053405637&amp;isPopup=true' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112219122053405637'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112219122053405637'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://post-metropolis.blogspot.com/2005/07/lanna-bayern.html' title='Lanna-Bayern'/><author><name>Nattawut</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08969496439211689910</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/chr_yoshitsune_1969.jpg'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14602448.post-112218584864067881</id><published>2005-07-23T23:10:00.000-07:00</published><updated>2005-08-09T02:18:38.576-07:00</updated><title type='text'>รั้ว</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/DSCN1004.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/200/DSCN1004.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; รั้วนั้นเริ่มมีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมเองก็ไม่เคยนึกสังเกตเป็นเรื่องเป็นราว โดยเข้าใจเอาเองว่าสังคมสมัยก่อนนั้นไม่น่าจะมี ถึงมีก็ไม่ใช่รั้วในแบบที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ จะมีก็แต่รั้ว(กำแพงเมือง)ที่เอาไว้ป้องกันการรุกรานจากอริราชศัตรูเท่านั้น เข้าใจว่าในสมัยก่อนหน้าที่ของรั้วนั้นเป็นการป้องกันภัยจากศัตรูภายนอก หาได้บอกถึงอาณาเขตการครอบครองการใช้พื้นที่อย่างความหมายของรั้วในปัจจุบัน เมื่อครั้นเราเดินทางไปยังสังคมชนบทก็พบว่ารั้วของเขานั้นมีความแตกต่างกันกับรั้วของคนในเมือง ต่างกันทั้งในทางกายภาพและทางสังคม คือรั้วของเขานั้นเป็นรั้วเตี้ย ที่มีหน้าที่เพื่อบอกเขตการครอบครองพื้นที่ของตน ในขณะที่รั้วของคนเมืองนั้น นอกจากจะบอกการครอบครองที่ว่าแล้ว ยังมีหน้าที่เช่นเดียวกับ รั้ว (กำแพงเมือง)ในสมัยก่อน คือไว้ป้องกันศัตรู (ขโมย)นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีข้อสังเกตว่า เราสามารถอ่านความสัมพันธ์ทางสังคมใดๆ ผ่านรั้วได้ ในขณะที่ รั้วในเมืองบอกถึงความไม่สัมพันธ์ใดๆ ของ ครอบครัวหนึ่งกับครอบครัวอื่น แต่สื่อสารสถานภาพของตนเอง ผ่านรั้ว เช่น ถ้ามีรั้วใหญ่ สูง ก็แสดงถึงความมีฐานะ แต่รั้วของคนในชนบท กลับแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่กว้างขวางออกไปจากความสัมพันธ์กันเองในครอบครัว เนื่องจากมีความสัมพันธ์ทางตรงของคนในชุมชนหรือสังคมที่มากกว่าคนในเมือง เพียงแต่สถานะทางสังคมอาจสื่อสารผ่านสิ่งอื่น เช่น มอเตอร์ไซต์ DVD หรือ การส่งบุตรหลานไปเรียนกรุงเทพฯ เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเข้าใจว่าลักษณะของรั้วเป็นผลมาจากรูปแบบความสัมพันธ์ทางสังคมในประชาคมหนึ่งๆ เช่นเนื่องจาก กลัวโดนปล้นบ้าน เป็นต้น ในขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ทางสังคมในรูปแบบหนึ่ง ก็เกิดมาจากการมีรั้วเช่นกัน แต่อาจไม่กว้างขวางนัก เช่น เราอาจอยากรู้จักเพื่อนบ้าน แต่ด้วยอำนาจของรั้วก็ทำให้พาลไม่อยากรู้ไปซะ หรือกล่าวคือ รั้วอาจเป็นทั้งเงื่อนไขและผลิตผลของการผลิตความสัมพันธ์ทางสังคมในเวลาเดียวกัน สิ่งหนึ่งที่น่าสังเกตก็คือ เป็นไปได้ไหมที่ คนเมืองสามารถจะสามารถอยู่ได้โดยปราศจากความสัมพันธ์ทางสังคมใดๆ กับสังคมรอบตัว ในขณะที่สังคมชนบนนั้นทำได้ยากลำบากกว่า เพราะทรัพยากรจำกัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และเนื่องจากความสามารถในการแก้ปัญหาของคนเมืองปัจจุบันใช้ผ่านระบบ ‘เงินตรา’ เท่านั้น เมื่อมีเงินความสัมพันธ์กับผู้อื่นก็ไม่ใคร่จะจำเป็นนัก สุดท้ายเราก็ต้องขยันสร้างรั้วกันต่อไป&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14602448-112218584864067881?l=post-metropolis.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://post-metropolis.blogspot.com/feeds/112218584864067881/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14602448&amp;postID=112218584864067881&amp;isPopup=true' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112218584864067881'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112218584864067881'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://post-metropolis.blogspot.com/2005/07/blog-post_23.html' title='รั้ว'/><author><name>Nattawut</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08969496439211689910</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/chr_yoshitsune_1969.jpg'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14602448.post-112172272263145107</id><published>2005-07-18T14:34:00.000-07:00</published><updated>2005-07-26T12:56:32.876-07:00</updated><title type='text'>Introduction</title><content type='html'>19.07.05&lt;br /&gt;Welcome to post-metropolis&lt;br /&gt;I aim this space to mirror my self, to communicate the isolated world, to share issues of everyaday life and to improve my writing skill. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Neither begin nor end.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Thanks again to Saranont who encourages me to create the weblog.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14602448-112172272263145107?l=post-metropolis.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://post-metropolis.blogspot.com/feeds/112172272263145107/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14602448&amp;postID=112172272263145107&amp;isPopup=true' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112172272263145107'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14602448/posts/default/112172272263145107'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://post-metropolis.blogspot.com/2005/07/introduction.html' title='Introduction'/><author><name>Nattawut</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08969496439211689910</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://photos1.blogger.com/blogger/6236/1326/1600/chr_yoshitsune_1969.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry></feed>
